Skip to content Skip to footer

กากัน อโสโก ภิกขุ ผู้ไร้ซึ่งจากความโศก สู่การแสวงหาความสุขที่แท้

เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ข่าวการบวชของศิลปินคนดังในบ้านเราจึงถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งใน วงการบันเทิงประเทศอื่นๆ ที่เป็นเมืองพุทธนั้น ก็มีข่าวแบบเดียวกันนี้ออกมาเรื่อยๆ ประปราย แต่เมื่อพระเอกชื่อดังของบอลลีวูด กากัน มาลิค ประกาศจะบวชเข้าร่มกาสาวพัสตร์ในบวรพระพุทธ- ศาสนา แถมยังมาบวชในประเทศไทย แทนที่จะเป็นอินเดีย ดินแดนแหล่งกำาเนิดพุทธศาสนา เหล่า ชาวพุทธที่ได้ยินคงฉงนสงสัยว่าอะไรคือเหตุจูงใจ

แต่สำาหรับเหล่าแฟนคลับ รวมทั้งคนไทยที่เป็นคอหนังภารตนั้นต่างรู้กันดีว่า นักแสดงหนุ่มวัย 46 ปี และตอนนี้มีฉายาทางธรรมว่า อโสโก ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ไร้ซึ่งความโศก หลังจากเข้าพิธีอุปสมบทไป เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีความผูกพันกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก การบวชครั้งนี้จึงไม่ใช่ เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

วันที่เราได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระกากัน อโสโก เวลาได้ล่วงเลยจากวันกำาหนดลาอุปสมบทไปแล้ว โดยจาก กำาหนดการเดิมที่จะบวชเพียง 15 วัน ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นั้น ท่านเกิดความซาบซึ้งในรสพระธรรมอย่างยิ่ง จนตัดสินใจ อยู่ในผ้าเหลืองต่อไปโดยไม่มีกำาหนดสึก พร้อมเป้าหมายคือ การพบกับความสุขที่แท้จริง และนำาพาให้พระพุทธศาสนา รุ่งเรืองอีกครั้งในประเทศบ้านเกิด

อยากขอทราบว่าเพราะอะไรท่านเลือกบวชที่ประเทศไทยคะ

เหตุผลหลักเลยที่อาตมาบวชที่ประเทศไทยเพราะอาจารย์ ของอาตมาอยู่ที่นี่ คือ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัด ธาตุทอง เหตุผลต่อมาคือ ประเทศไทยเป็นเมืองหลวงแห่ง พุทธศาสนาของโลก ดังนั้นอาตมาจึงเชื่อว่า ประเทศไทยคือ ที่ที่อาตมาจะมาฝึกฝนปฏิบัติธรรมแบบมีระบบระเบียบได้ดีที่สุด ที่อินเดียตอนนี้ พุทธศาสนากำาลังหายไป มีคนอินเดียที่นับถือ ศาสนาพุทธแค่ 1 – 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะพุทธศาสนาถือกำาเนิดในอินเดีย แต่กลับไม่มีคนเห็น คุณค่า ส่วนที่กำาลังเผยแผ่่อยู่ก็ไม่ถูกต้อง ผิดไปจากคำาสอน ของพระพุทธเจ้า ดังนั้นอาตมาจึงมาบวชที่นี่เพื่อจะได้ศึกษาธรรมะให้ลึกซึ้ง และจะได้กลับไปเผยแผ่ธรรมคำาสอนที่ถูกตรง ถ้าอาตมาพบความสุข อาตมาก็จะส่งต่อความสุขนี้ไปได้ แต่ถ้า อาตมายังไม่พบทางแห่งความสุข อันเป็นความสุขในแบบที่ควร จะเป็น จะให้เผยแผ่ไปก็คงยังไม่ได

ส่วนเหตุผลข้อสุดท้ายคืออาตมาเคารพและเทิดทูนในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาตมา ตัวอาตมามีบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ อยู่ 2 ท่าน อีกท่านคือ ดร.บี. อาร์. อัมเบดการ์ (Dr. B. R. Ambedkar) หนึ่งในผู้ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดีย ท่านได้รับฉายาว่าเป็นพระโพธิสัตว์คนหนึ่งเพราะงานช่วยเหลือ สังคมของท่าน ที่อินเดียยังคงมีพุทธศาสนาอยู่ก็เพราะท่าน นี่แหละ

ตอนที่ท่านพูดว่าสิ่งที่ท่านปรารถนาเสมอมาคือการมีความสุขใน แบบที่ควรจะเป็น หมายความว่าอย่างไรคะ

การเกิดนั้นเป็นทุกข์นะ ไม่มีอะไรเลยนอกจากทุกข์ เรา ต้องเข้าใจในกฎของไตรลักษณ์ก่อน ถ้าคุณโยมบอกว่า ชีวิต อาตมานั้นเป็นชีวิตที่มีความสุข แต่จริงๆ แล้วมีแต่อาตมาที่รู้ว่า สุขจริงหรือเปล่า เราทุกคนมีอุปสรรคมากมายทั้งนั้นในชีวิต และต่อให้อาตมามีความสุข คิดหรือว่าอาตมาจะสุขไปได้ตลอด อาตมาจะไม่ป่วยเลยหรือ ไม่แก่ไม่ตายเลยหรือ ยังไงก็หนี ไม่พ้นแน่ ทุกอย่างที่พูดมาหมดแน่นอน และกำาลังคืบคลานมา อย่างช้าๆ ทุกวัน ไม่มีใครบนโลกนี้มีความสุขจริงๆ หรอก ตอน เกิดก็เกิดมาพร้อมทุกข์ จนกว่าเราจะนิพพานนั่นแหละ ถึงจะ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด

ดังนั้นความหมายของอาตมาคือ ความสุขจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่างแสวงหา ความสุขที่แท้จริงที่ไม่ใช่ความสุขในแบบโลกๆ ความสุขแบบนั้นมันเหมือนแก้วน้ำาที่ก้นรั่ว ใส่น้ำา ไปเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม แต่ความสุขภายในที่มาจากธรรมต่างหากคือ ของจริง เราจะลิ้มรสความสุขที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติธรรม เพราะธรรมะคือการลงมือทำา

ไม่ทราบว่าท่านเริ่มมีความสนใจทางธรรมหรือมีแนวคิดตรงนีตังแต่เมื่อไหร่คะ

ตอนที่อาตมาได้รับเลือกให้รับบทเจ้าชายสิทธัตถะใน ภาพยนตร์เรื่องสิทธัตถะ โคตมะ ที่ถ่ายทำาที่ศรีลังกา อาตมา เกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาฮินดู และด้วยบทที่รับนั้น หินมาก อาตมาจึงเริ่มศึกษาบทโดยเริ่มจากการอ่านหนังสือ Old Path, White Clouds (คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่) ของท่านติช นัท ฮันห์ เพื่อที่จะทำาความเข้าใจชีวิตของ พระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติไปจนถึงวันที่ท่านเสด็จปรินิพพาน รวมไปถึงธรรมะที่พระองค์ทรงสอนด้วย

วันที่อาตมาอ่านหนังสือนะ อาตมาประหลาดใจมาก ทั้ง ตื่นเต้นและช็อกกับคุณค่าของธรรมที่ตอนนี้หายไปจากประเทศ ตัวเอง ตอนนั้นแหละที่จิตอาตมาเริ่มเปลี่ยน เริ่มรู้ว่าตัวตน ชื่อเสียง และเงินตราไม่ใช่ความสุขแท้ มันเป็นของชั่วคราว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นที่มาของทุกข์ การยึดติดเป็น ทุกข์ ถ้าเราชอบสิ่งไหน รักใคร เราก็อยากได้ แต่พอสิ่งนั้น หรือคนนั้นหายไป เราก็ทุกข์ ซื้อรถคันใหม่ สักวันมันก็เก่า ไม่ก็พังเพราะถูกชน หรือเก่าผุพังไป เมื่อไหร่ที่อาตมาอายุมาก ขึ้น ใครจะมามอง ตอนนี้อาตมาเป็นนักแสดง คนก็รัก แต่ วันที่คนจะพูดว่า “อ๋อ เขาเป็นอดีตดาราที่เก่งดีนะ” ก็จะมาถึง ตอนนั้นก็ไม่มีใครมองอาตมาแล้วเพราะแก่ ฟันร่วงหมดปาก ตีนกาเต็มหน้า นั่นก็คือทุกข์ แล้วเดี๋ยวก็ป่วย สุดท้ายก็ตาย

เท่าที่ฟังมา อดสงสัยไม่ได้ว่าที่มาของความคิดตรงนันเป็นเพราะ แรงกดดันลึกๆ ที่ต้องทำาให้ดีกว่าเดิมหลังจากที่ประสบความสำาเร็จ ในแต่ละขันหรือไม่ โดยเฉพาะท่านเองก็เป็นตัวอย่างและแรงบันดาล ใจของใครในหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำาให้เรามีความสุขและภูมิใจ กับตรงนัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความกดดันลึกๆ ทำาให้เมื่อมา ศึกษาบทเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านถึงตระหนักได้เร็วว่า ที่ผ่านมา สิ่งที่คิดว่าคือความสุข จริงๆ แล้วไม่ใช่เสียทีเดียว

ใช่เลย ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ คนเราเนี่ย แทบไม่มี เวลาที่จะรู้จักตัวเองเลยนะคุณโยม สำาหรับอาตมาแล้ว การ ได้อ่านพุทธประวัติและคำาสอนของพระพุทธเจ้าคือการเปิดจิต ชนิดว่าพลิก 360 องศา พูดได้เต็มปากเลยว่าหนังเรื่องนี้มีผล ต่อชีวิตอาตมาอย่างมาก โดยส่วนตัวแล้วอาตมาคิดว่าคงทำาบุญมามากจริงๆ ถึงได้มีโอกาสเล่นบทนี้ ทำาให้อาตมาได้เข้าใจว่า ความสุขที่แท้จริงคือความสุขจากภายใน นี่คือเหตุผลที่อาตมา พยายามเดินตามเส้นทางอริยมรรคและอยากทำาให้จริงจังมากขึ้น

มีตอนไหนในภาพยนตร์เรื่องนีที่พระคุณเจ้าประทับใจเป็นพิเศษบ้างคะ

ทุกตอนน่าสนใจหมด เพราะทำาให้ได้เรียนรู้ธรรมหลายๆ ข้อ แต่ตอนที่ชอบที่สุดคือเมื่อพระองค์ทรงอดอาหาร เป็นฉาก ที่ดีมากจนอาตมาคิดว่า “โอเค ขอลองดูหน่อยว่าจะรู้สึกยังไง” ก็ลองอดอาหาร 2 วัน ดื่มแต่น้ำา อยากรู้ว่าความหิวเป็นยังไง หลังจากนั้นก็มีฉากที่แสดงถึงความทุกข์ยากลำาบาก เช่น การ เดินเท้าเปล่าในป่า ต้องเหยียบหนาม อาตมาเองต้องลด น้ำาหนักลงไป 8 กิโลกรัมเพื่อให้ผอมจนเห็นซี่โครงช่วงถ่ายทำา ฉากบำาเพ็ญทุกรกิริยา จนปวดหัวมาก เดินปกติแทบไม่ไหว อีกฉากหนึ่งที่อาตมาชอบมากคือ ฉากที่เจ้าชายทรงหนีออก จากพระราชวัง และทรงไม่รู้ว่าจะกลับมาหรือไม่ เป็นฉากที่ บีบคั้นอารมณ์มาก การที่ต้องจากพระชายา จากชีวิตที่หรูหรา สุขสบาย มันพูดง่ายแต่ทำายาก เพราะต้องเสียสละอะไรๆ หลายอย่าง แค่คิดว่าต้องสละรถคันเล็กๆ หรือของรักของหวง ก็ยากแล้ว แต่นี่เราพูดถึงชีวิตในพระราชวังและครอบครัวที่น่ารัก เพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเองเลย มันเป็นอะไรที่ปราศจากความ เห็นแก่ตัวอย่างสิ้นเชิง

วันที่พระคุณเจ้าอุปสมบท ท่านดูมีความสุขสงบมาก ตอนนันท่าน รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

มีคนถามอาตมาเยอะมากว่าบวชแล้วรู้สึกอย่างไร อาตมา ขอตอบประโยคเดียวสั้นๆ ว่า มันเหมือนกับ “คนที่กระหายน้ำา มาเป็นปีๆ แล้วในที่สุดก็ได้ดื่มน้ำาเสียที” นั่นแหละคือความ รู้สึกของอาตมา

แม้ว่าคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสนใจนั่งสมาธิเยอะขึน แต่ก็มักเป็นไปเพื่อ ให้ใจสงบ มีสมาธิเรียนดี ทำางานดี แต่การนั่งยาวหลายชั่วโมงนี่ น้อยมาก คนส่วนใหญ่่มีคำาถามว่า นั่งหลับตาเฉยๆ เป็นชั่วโมงมัน ได้อะไร ท่านจะตอบพวกเขาว่าอย่างไร

ปัญหาหลักของคนกลุ่มนี้คือ เขาต้องเข้าใจก่อนว่าพุทธ- ศาสนานั้นสอนให้เราเป็นนายของตัวเอง หมายความว่าคุณต้อง ลองปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง ถ้าอาตมาเป็นโค้ชกีฬานะ ยกตัวอย่างคริกเก็ต (พระกากันเคยเป็นนักกีฬาคริกเก็ตระดับ เฟิสต์คลาสในอินเดีย 12 ปี ก่อนจะผันตัวเป็นนักแสดง) โค้ช สอนได้ว่าต้องวิ่งอย่างไร แต่ใครเป็นคนวิ่งในสนามเองจริงๆ ล่ะ ก็ตัวนักกีฬาใช่ไหม ดังนั้นคุณต้องฝึกฝนเอง รู้เอง ก่อนที่จะ ตั้งคำาถามเยอะแยะมากมายโดยไม่ลงมือพิสูจน์

คนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำาถามนี้น่าจะไม่เคยไปกราบพระ ถ้าเคย พวกเขาจะรับรู้ได้ถึงความสงบจากการไปวัดกราบพระพุทธรูป แม้ว่านั่นจะเป็นแค่พระพุทธรูป แต่แค่มองก็รู้สึกได้ถึงความสงบ แล้ว นั่นแหละคือบุญ คือสิ่งที่เขาจะได้จากตรงนั้น ที่สำาคัญคือ พระพุทธองค์ทรงเป็นบรมครูที่ไม่มีครูบาอาจารย์ท่านใดเทียบได้ เราแค่ทำาตามคำาสอนของท่าน ก็แค่นั่งหลับตา ทำาจิตให้นิ่งแล้วคุณจะค่อยๆ เห็นความจริงของชีวิต ดังนั้นต้องลองทำาดู แล้วค่อยมาถามตอบกัน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะ เดี๋ยวก็จะพยายามหาข้ออ้าง หาคำาอธิบายที่เข้าทางตัวเอง เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หรือเรื่องดื่มเหล้า ถ้าบอก ว่า “อย่าดื่มเลย มันไม่ดีต่อสุขภาพ” คนบางคนก็จะคิดว่า โอ๊ย แก้วเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก หนังสือมีเขียนไว้ว่าวันละ 1 – 2 แก้วดีต่อสุขภาพ” เขาก็จะดื่มต่อไปเพราะมีเหตุผลแล้ว

นี่แหละ ถ้าเราพยายามหาเหตุผล มันก็จะเป็นเหตุผล เข้าข้างตัวเอง ไม่ใช่เหตุผลที่เป็นความจริง สิ่งที่ผิดคือผิด แอลกอฮอล์มันไม่ดีต่อร่างกาย (ส่งผลให้สติสัมปชัญญะไม่เต็ม ร้อย ทำาให้คุณภาพจิตด้อยตกต่ำา อันเป็นการขัดขวางต่อการ ปฏิบัติสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิปัสสนา) การปฏิบัติธรรมจะ ทำาให้คุณมีปัญญา จดจ่อกับการงานได้ดีขึ้น และมีสติมากขึ้น ที่สำาคัญคือจะทุกข์กับสิ่งรอบตัวน้อยลง

คนเราต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนี้ให้มาก แต่กลับกลาย เป็นว่า เราดันไปเริ่มเข้าใจเรื่องพวกนี้ตอนวัยไม้ใกล้ฝั่ง อายุ 50 – 60 ปี ใกล้ลาโลกนี้แล้ว โรคภัยไข้เจ็บถามหา เริ่มเจ็บ เริ่มปวด ตอนนั้นถึงเข้าวัดปฏิบัติธรรม คำาถามคือ ทำาไม เราไม่ปฏิบัติธรรมเรียนรู้ตนเอง รู้จิตตนเสียตั้งแต่ตอนนี้ล่ะ

ทราบมาว่าตอนนีเพิ่งเปิดตัวมูลนิธิไตรรัตนภูมิไปหมาดๆ โดยเป็น ส่วนหนึ่งของแผนการฟื้นฟูพุทธศาสนาด้วย

ถูกต้อง โครงการแรกของมูลนิธิคือ การขอรับบริจาค พระพุทธรูปจากคนไทยจำานวน 84,000 องค์ เพื่อไปมอบให้ กับชาวอินเดีย เป็นการพลิกฟื้นคืนพระพุทธศาสนาสู่มาตุภูมิ งานนี้มีเครือข่ายสหายธรรมที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิและกิจกรรม มาด้วยกัน ได้แก่ คุณฐิติรัตน์ เฮงสกุล และว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล การมีพระพุทธรูปตั้งในบ้านจะเป็น เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เกิดความเชื่อมั่นในความดี เกิดความ สงบ และเริ่มเคารพพระพุทธเจ้าจริงๆ อาตมาเชื่อว่าเมื่อคน เกิดความสงบจะเริ่มอยากขวนขวายหาวิธีไปสู่ความสงบนั้นด้วยตัวเอง ดังนั้น การมีพระพุทธรูปประดิษฐานตามบ้าน เป็นแค่เริ่มต้น เพราะสุดท้ายแล้วศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการ ปฏิบัติธรรม นี่คือแก่นของพุทธศาสนาเลย ไม่ใช่การเกิดมา ในเมืองพุทธ ในบ้านคนพุทธ หรือนับถือศาสนาพุทธแค่บน บัตรประชาชน มันไม่ใช่การไปวัด ทำาพิธีการต่างๆ อย่างเดียว แต่คือการทำาให้ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

สิ่งสำาคัญ่ที่สุดที่ท่านได้เรียนรู้จากพุทธศาสนา

พุทธศาสนาสอนอาตมาให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ให้มี สติสัมปชัญญะ นี่คือแก่นธรรมเลย เพราะเราไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงอดีตได้ และไม่รู้อนาคต มนุษย์ใช้ชีวิตมัวแต่ทุกข์ และกังวลไปกับสองเรื่องนี้ จนเราลืมปัจจุบันขณะซึ่งอยู่ในมือเรา ณ ตอนนี้เวลานี้ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมเมื่อไหร่นะ เราก็จะไม่ทำาผิดและทุกข์น้อยลง แต่สตินั้นมากับปัญญา และปัญญา จะเกิดก็ต้องวิปัสสนา ง่ายๆ เท่านี้เอง