
อันตรายของอาหารแปรรูปนั้นเป็นที่รู้ดีมานานหลายสิบปี แล้ว ตั้งแต่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง นำไปสู่โรคหัวใจและเส้นเลือดสมองตีบ ที่น่าตกใจคือเป็นอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าด้วย
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการติดตามสุขภาพผู้หญิงที่ ยาวนานและใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 – 2017 พบว่าในบรรดาผู้หญิงกว่า 30,000 คนนั้น คนที่กินอาหารที่ผ่านการแปรรูป 9 ใน 10 ส่วนของ อาหารทั้งหมดที่กินในแต่ละวันนั้น มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า เพิ่มขึ้น 49% และเมื่อปรับลดและหันไปกินอาหารปรุงสดหรือ อาหารสด เช่น สลัดผัก ก็พบว่าความเสี่ยงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ศาสตราจารย์คีท เฟรย์ยิน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการ เผาผลาญร่างกาย มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ยืนยันว่ามีความ เชื่อมโยงระหว่างโรคกับการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปสูง โดย เฉพาะอาหารที่ใส่น้ำาตาลเทียม (สารให้ความหวาน) จำานวน มากอย่างน้ำาอัดลม มีการตั้งข้อสงสัยว่า กลุ่มความเสี่ยงสูง น่าจะมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้ามากอยู่แล้วหรือไม่ จึงชอบกิน อาหารประเภทนี้ แต่ทีมวิจัยอธิบายว่า โครงการนี้มีระยะเวลา ที่ยาวนานหลายสิบปี นานพอที่จะได้เห็นพฤติกรรมการกิน ของอาสาสมัครก่อนที่โรคจะเริ่มแสดงอาการเสียอีก
ความจริงอีกข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยแพร่หลายนัก คือ อาหาร แปรรูป โดยเฉพาะฟาสต์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบทั้งรสเค็มและ หวานนั้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมาธิสั้น และเป็น ตัวเร่งให้อาการของโรคหนักกว่าเดิมในเด็กที่มีปัญหานี้อยู่แล้ว นอกเหนือไปจากการส่งผลให้เด็กปกติมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายลองคิดดูว่า ถ้าคนคนหนึ่งได้รับอาหารประเภทนี้เป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่เด็ก จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในยุคนี้ ที่รอบตัวเต็มไปด้วยสิ่งที่พร้อมจะฉกฉวยสมาธิและเวลาของเรา คำากล่าวที่ว่า You are what you eat จึงลึกซึ้งกว่าที่คิด
อ่านฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับที่ 53 สมัครสมาชิก คลิ๊กที่นี่