Skip to content Skip to footer

อันตรายธรรมเมา ที่นำไปสู่มิจฉาทิฐิ

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย. 68) หลังจากจบคอร์สวิปัสสนาแล้วอาจารย์ได้กล่าวธรรมแถลงตีแสกหน้าเพื่อป้องกันคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาทิฐิจากการสอนออนไลน์ว่า บรรลุธรรมได้เพียงเพราะฟังธรรม และไม่ต้องนั่งสมาธิ

สาเหตุที่บรรลุธรรมออนไลน์แพร่หลายได้ มาจาก “ตัณหาและความขี้เกียจภาวนา” ส่วนพวกที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนก็เพราะอยากได้แสง อยากได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ สุดท้าย ราคาของความขี้เกียจก็สาหัสสากรรจ์ชนิดหลอนจนกลายเป็นมิจฉาทิฐิเดินสู่ความพินาศ จนไม่เชื่อบุญบาป คิดว่าทุกอย่างเป็นอนัตตาไม่มีตัวตน

หลัก 3 ประการใหญ่ๆ ที่นำ ไปสู่ความเป็นมิจฉาทิฐิ คือไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อบุญบาป และคิดว่าตายแล้วสูญ ไม่ต้องพยายามทำอะไร (ไม่ต้องพยายามชำระจิตให้บริสุทธิ์จากราคะโทสะ โมหะ)

ความต่างของมิจฉาทิฐิยุคนี้เทียบกับมิจฉาทิฐิยุคก่อน คือยุคก่อนเจ้าลัทธิคิดคำสอนจากปัญญาอันมืดบอดของตนมาสอนแต่ยุคนี้ ยกคำสอนของพระบรมศาสดามาบิดเบือนให้คนเชื่อด้วยการให้ฟังธรรมกรอกหูฟังแบบสะกดจิต จนกลายเป็นธรรมเมา เหลือแต่มิจฉาสติ คือไม่สามารถพิจารณาอรรถธรรมเองได้ผู้ที่ได้ฟังเทศนาสดนับว่าโชคดียิ่งนัก อย่างไรก็ดีอาจารย์เตรียมตัดเทป ย่อยให้ฟัง ให้ศิษย์ทุกคนขวนขวายฟัง หาไม่แล้ว ตนก็อาจตกเป็นเหยื่อธรรมลวง ไปจนถึงธรรมย้อมใจ รู้ตัวอีกทีก็ถูกกลืนไปแล้ว

ความขี้เกียจ ไม่มีความเพียรเผากิเลส ส่งผลเลวร้ายต่อชะตาชีวิตอย่างสุดพรรณนา

อาจารย์แถลงประเด็นต่างๆ ครบองค์ว่า

ข้อที่ 1. ที่ว่า “ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมได้ ฟังจากใคร” สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมจากพระโอษฐ์ ด้วยพุทธบารมีเห็นปานนั้น ย่อมทำให้ผู้ที่มีความพร้อม รอการเปิดปัญญาบรรลุธรรมได้ ธรรมเทศนาที่ทรงเทศน์ด้วยพุทธานุภาพเรียกว่าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แต่ยุคนี้ ฟังจาก AI เซิร์ซคำสอนแล้วทำ กระทั่งให้ AI ลงเสียงให้ บ้างก็เขียนๆ ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แล้วอัดคลิปเผยแพร่ จนมีคลิปเป็นพันๆ ฟังกรอกหู เช้าสายบ่ายเย็นเหมือนสะกดจิตไปเลย

การฟังแบบนี้ แบบครอบหัวนี้ ผู้ฟังจะไม่รู้ตัวว่าเป็นการฟังด้วยสติครึ่งเดียว หรือเป็นมิจฉาสติ คือจิตไม่เปิดช่องให้คิดอย่างมีเหตุผล เหมือนผู้ที่ถูกแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกให้โอนเงิน คือตอนนั้นรู้ตัวทุกอย่าง แต่เมื่อกลัวจนขาดสัมปชัญญะ คือ ความรู้ชัด ก็ยอมทำตามที่เขาสั่ง บางคนนี่ แก๊งคอลเซนเตอร์บังคับไม่ให้วางโทรศัพท์เป็นหลายชั่วโมง จนกว่าจะโอนเงินออกมาหมด นี่เหมือนกัน

การฟังออนไลน์แบบครอบใส่หูตลอดเวลาจนไม่เหลือจิตปกติ คิดพิจารณาเหตุผล ก็ทำให้หลงเชื่อจนกลายเป็นถูกปล้นธรรมไปเลย

ข้อที่ 2. พวกนี้หลงเชื่อว่า ปัญญาสมอง หรือปัญญาจากการฟัง คือปัญญาที่ทำ ให้บรรลุธรรมได้ เพียงแค่ไปฟังผู้ที่ไล่กล่าวอรรถธรรมได้ คนที่หลงไปฟังก็ไม่มีครูบาอาจารย์แท้กำ กับอาจารย์ไล่หลักธรรมที่นำ ไปสู่การบรรลุธรรม เพื่อให้ตรวจสอบว่าพระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างไร ในหลักธรรมโพธิปักขิยธรรม37 หรือสามัคคีธรรม 37 ประการ อันมี สติปัฏฐาน 4 (หลักการปฏิบัติวิปัสสนา) สัมมัปธาน 4 (ความเพียรชอบ 4 ประการ)อิทธิบาท 4 (หนทางแห่งความสำ เร็จ) พละ 5 (พลังแห่งความสำ เร็จ) โพชฌงค์ 7 (องค์แห่งการตรัสรู้)

แต่ละคำสอนประกอบไปด้วยการมี “ความเพียร” ทั้งสิ้นแม้แต่ความจริง 3 ระดับ คือ สมมติสัจจะ สภาวสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ก็คงงงอยู่ เพราะไม่เคยได้ยินการแจงระดับนี้ พอเจอแถลงปัญญา 3 ขั้น คือ จากการฟัง การอ่าน การลงมือภาวนา จึงค่อยๆ เข้าใจ อาจารย์ยกตัวอย่างและชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกยกออกหมดเลยจากแก๊งธรรมเมานี้คือ “วิริยะ” คือการไม่มีความเพียรบำเพ็ญ เมื่อไม่มีความเพียรก็ไม่มีขันติ เผากิเลส

ข้อที่ 3. การสอนจากจิตสู่จิต ไม่ต้องใช้กายบำเพ็ญ คือการหลอกตัวเอง เป็นจิตที่มีกิเลสฟังกิเลสลวงกิเลส ในเมื่อจิตอยู่ในกายก็ต้องอบรมกายให้มีกำลังสมาธิ ไม่ใช่เอาแต่ฟังธรรมไป ขายก๋วยเตี๋ยวไปด้วย ไม่เคยฝึกตนให้มีขันติเลย

ข้อที่ 4. เป็นพุทธะใหม่ เป็นคำสอนมาจากพระศรีอาริย์ ก็เป็นข้ออ้างลวงโลก เพื่อให้คนมาติดตาม

ข้อที่ 5. อ้างอรรถธรรมว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ” ที่ถูกแปลว่า ธรรมทั้งปวง ไม่มีตัวตน มาล้มล้างทุกอย่าง กระทั่งบุญบาป อาจารย์ก็แถลงให้เห็นว่า พระบรมศาสดาเองยังต้องรับผลกรรมเลย แม้จะสำ เร็จเป็นพระพุทธเจ้า พวกสอนธรรมออนไลน์จะมีที่ถามว่า “บุญบาปหน้าตาเป็นยังไง ในเมื่อทุกอย่างไม่มีตัวตน ยังมายึดบุญบาปอีกหรือ” อาจารย์จึงยกเรื่องกรรมเก่าของพระบรมศาสดา ที่เป็นเหตุให้ถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ร้าย บุญบาปจะหมดสิ้นเชิงได้ก็ต่อเมื่อผู้บรรลุธรรมนิพพานหรือตายแล้วดังนั้นคนที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ไม่ต้องพูดถึง หากหลงเชื่อ และปฏิเสธในบุญบาป ชีวิตก็จะจม เป็นมิจฉาทิฐิเต็มตัว นี่คือความล่อลวงสุดโต่งที่น่ากลัว

บุญและบาปนั้นเป็นนามธรรม ที่ส่งผลเป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม รูปธรรมคือความทุกข์กาย การถูกเบียดเบียนทำ ร้ายที่ต้องประสบนามธรรม คือ ความทุกข์ ความทุรนทุรายใจ นี่คือการส่งผลของบุญบาป แม้แต่พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้แล้วยังทรงต้องประสบวิบากกรรม แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่จิตเต็มไปด้วยกิเลส จะหนีบุญบาปได้พ้น

ข้อที่ 6. สุญตา คือ การว่างจากกิเลส ไม่ใช่กำหนดจิตให้อยู่ในอารมณ์ว่างๆ การกำหนดจิตเช่นนั้นเหมือนหินทับหญ้า กิเลสเต็มหัวใจ แต่คนก็ยังอยากหลอกตัวเอง

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมโลกและสังคมธรรมะ ที่ตราบใดที่บุคคลอับปัญญา ไม่ไตร่ตรอง และยังพยายามหาทางลัด ทางเลี่ยง ไม่บำเพ็ญเพียร ไม่เฉลียวใจว่า จะมีผู้ใดเก่งกว่าพระพุทธเจ้าผู้นั้นย่อมต้องเป็นเหยื่อ

หนังสือที่ศิษย์ทุกคนที่ปรารถนาในนิพพานต้องอ่านคือ“หลักพิจารณาธรรมะกับธรรมเมา ป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาทิฐิ” หนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์เปิดปัญญาป้องกันภัยในยุค AIเลยทีเดียว

จากการเทศน์เมื่อวาน ศิษย์ที่ได้ฟังมีจิตตื่นรู้และตระหนักอย่างยิ่งว่า คำว่า “มิจฉาทิฐิ” รุนแรงขนาดไหน ต่างก็ตื่นขึ้นมาเป็นห่วงครอบครัว และผู้เป็นที่รัก

การดูจิตอย่างเดียวเป็นเพียงการฝึกสติเท่านั้น แล้วยิ่งหากมีการไปทรงอารมณ์กดให้อยู่ในความว่าง ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกที่กลายเป็นอรหันต์ลิเก เพราะการทรงอารมณ์ คือ การเลี้ยงพิษไว้กับตัว พิษจะค่อยๆ กลืนจิตให้ขี้เกียจภาวนา และทำ ตนห่างจากการเผากิเลสไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังย้อมใจตัวเองว่า “ไม่ได้ทิ้งธรรม”

การทรงอารมณ์ คือ การปรนเปรอตัวเองให้อยู่ในอารมณ์ที่ตนชอบ คือชอบอยู่ในความสงบแบบกันตัวเองออกไปจากความจริง ทำให้ไม่มีกำลังเผากิเลส ไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับตนเอง พอทำได้บ้างก็จะหลงติดดี ไม่อยากยอมรับความไม่ดีของตัวเองเพราะกดมันไว้ด้วยการทรงอารมณ์ แทนที่จะมีสัมมาสติ รู้ตามความเป็นจริง และเพียรเผากิเลสด้วยกำลัง สติ สมาธิ อุเบกขาเมื่อกิเลสสามานย์ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน ก็จะส่งผลให้มานะเพิ่มความเกียจคร้านก็จะเพิ่มมากขึ้นๆ สุดท้ายก็ไม่ภาวนา

เมื่อไม่เพียร ก็ลงล็อกแบบที่พวกบรรลุออนไลน์สอนทุกประการ พอกิเลสปะทุ ต้านไม่ไหว ก็ถูกกลืน บุญวาสนาที่เพียรสร้างมาก็ถูกกิเลสคาบเก็บไว้ ทำให้บุญส่งผลไม่ได้ เพราะมีบาปใหม่มาสมทบ และอาจเผลอทำบาปและอกุศล โดยเฉพาะปรามาสธรรมของครูบาอาจารย์แท้

การฝึกให้จิตมีสติ หรือ โฟกัสให้รู้ชัด ต่างจากการฝึกทรงอารมณ์ที่ตนชอบ เพราะการทรงอารมณ์ เป็นการกด ไม่ได้อยู่ในความเป็นจริง เหมือนหินทับหญ้า ถึงเวลากิเลสมันอาละวาดฟาดหัวฟาดหาง จึงมีจิตสามานย์ ปรามาส ลืมปัจจัตตังที่เคยเกิดเพราะปล่อยให้สัตว์ร้ายในจิตมันคาบไป และที่เป็นดัชนีชี้ชัดว่าจิตกำลังถูกกลืน คือ “การไม่เพียร ขี้เกียจภาวนา”

วิริยะ ที่คณะออนไลน์เขาปล้นคนอื่นจนเป็นมิจฉาทิฐิ ก็เกิดได้กับนักภาวนาที่ไม่ระวังตัวเอง เมื่อใดที่ผู้ปรารถนานิพพานพยายามหาทางลัด ออกห่างจากการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้เกิดตบะเมื่อนั้นจะมีแต่ถูกหลอกสถานเดียว

หลักพิจารณาธรรมะกับธรรมเมาเพื่อไม่หลงเป็นมิจฉาทิฐิ

สามารถซื้อได้ที่ร้านขายหนังสือชั้นนำและมูลนิธิโรงเรียนแห่่งชีวิต

Fackbook อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

รายได้สมทบทุนการทำงานเพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนาขององค์กรฯ



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee