หลายแบรนด์ที่โตมาคนเดียว เก่งมาคนเดียว ก็ต้องเพิ่มโพรเจกต์ collabs ขึ้นมา เพราะยุคนี้อยู่ไม่ง่าย ไม่พ้นวงการรถยนต์ ที่พอเจอยักษ์ใหญ่ ยักษ์เล็ก (ที่เคยว่าใหญ่) ก็ถึงคราวต้องโคจรมาจับกันไว้ให้มั่น
เรารู้กันดีว่า BYD และ TESLA ครองตลาดที่ใหญ่ที่สุด อย่างอเมริกาและจีนไปแล้ว พี่ที่เคยใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่เคยเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้างในอุตสาหกรรมรถ EV ก็ถึงเวลาทลายกำแพงไปอีกขั้น โดยหันหน้ามาจับมือกัน เพราะประเมินแล้วว่าลุยเดี่ยวคงไม่รอด
ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ เปิดโพรเจกต์ใหม่เป็นพันธมิตรร่วมผลิตรถยนต์ EV รุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 8 ล้านคัน เพื่อเพิ่มการแข่งขันในสมรภูมิอันดุเดือดกับจีน โดยเชื่อว่า การแชร์เทคโนโลยีการผลิตและกำลังการผลิตจะช่วยดัน volume ให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เพื่อสู้กับกลยุทธ์ด้านราคาจากจีน ทั้ง 3 แบรนด์ได้บรรลุความเข้าใจในการรวมจุดแข็งของตนและมองเห็นความเป็นไปได้ในการร่วมมือที่จะเกิดขึ้นเพื่ออนาคต ซึ่งประกอบด้วย platform, software, ชิ้นส่วนประกอบหลัก และผลิตภัณฑ์เสริมอื่นๆ และยังจะร่วมกันเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่จะเข้ามา โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในที่สุด และการร่วมมือนี้ ยังเป็นความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการจราจรเป็นศูนย์ไปพร้อมๆ กัน
ฟากโตโยต้าก็ผนึกกำลังซูซูกิ มาสด้า ซูบารุ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟฟ้าให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผ่านมาดูเหมือนไม่ค่อยเชื่อใน demand ของรถ EV สักเท่าไหร่
มาสด้าและพานาโซนิค ก็จับมือกันประกาศความร่วมมือในการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิดรูปทรงกระบอก สำหรับรถ EV ของมาสด้าโดยเฉพาะ โดยจะเปิดตัว BEV ของมาสด้าในปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้กำหนดให้แบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานไฟฟ้านั้นถือเป็น “ทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์” เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และมุ่งหน้าขยาย supply ของแบตเตอรี่ภายในประเทศ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอีกด้วย
ไม่เพียงแค่รถบ้านเท่านั้น โตชิบายังผนึกกำลังพันธมิตร อย่างคาวาซากิ สึรุมิ ริงโกะ บัส หรือ ริงโกะบัส และไดรฟ์ อิเล็กโทร เทคโนโลยี เพื่อทดลองรสบัสไฟฟ้าชาร์จเร็วภายใน 10 นาที หวังพลิกโฉมเทคโนโลยีการชาร์จรถ EV ความเร็วสูงในอนาคต โดยการนำขีดความสามารถของแต่ละบริษัทออก มาใช้ หากโครงการนี้สำเร็จ ญี่ปุ่นอาจกลายเป็นผู้บุกเบิกใน การนำระบบนี้มาใช้ในภูมิภาคเอเชีย และจะสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของสังคมอีกด้วย
“บริษัทที่ไม่ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งหากเราพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราคงไม่อาจตาม ทัน…เกณฑ์การศึกษาของเรา คือ ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทแห่งเทคโนโลยียานยนต์ของญี่ปุ่น คำถามสำคัญก็คือ ด้วยองค์ความรู้ที่พวกเราได้สั่งสมมาจะช่วยให้เราเป็นผู้นำเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่ในอนาคตอันใกล้นี้” Toshihiro Mibe ประธานกรรมการบริหารของฮอนด้ากล่าว
อ่านฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับที่ 60 สมัครสมาชิก คลิ๊กที่นี่

สำหรับลูกค้าในประเทศ