
ราว 5 เดือนก่อน อาจารย์ซื้อต้นกุหลาบเชียงใหม่ขนาดใหญ่ มา 1 ต้น สูงราวๆ 60 ซม. มีกิ่งก้านแยกออกไป และมีดอกไม้สีออกส้มสวยงามถึง 9 ดอก พอได้มาแล้วก็เมียงมองด้วย จิตเบิกบาน พอดอกเขาร่วง ก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะผลิดอกออกมาอีก แต่รอแล้วรอเล่า จากเฝ้ารอก็เหลือเป็นแค่..รอ เพราะดอกกุหลาบที่ออกมา อย่างมากสุดก็เป็นดอกเล็กๆ แกร็นๆ ให้แค่ 2 ดอก หลังจากนั้นอาจารย์ก็มุการงานทางธรรม จนจำไม่ได้ว่าทำอะไรบ้าง มารู้ตัวอีกที กุหลาบต้นนั้นก็ตายซะแล้ว เขาถูกเชื้อรากินจากรากถึงยอดจนตาย….
เมื่อมาไตร่ตรองก็เห็นว่า นับแต่ได้กุหลาบนั้นมา อาจารย์ก็ไม่ได้ดูแลเขาอย่างจริงจัง ได้แต่ให้แม่บ้านรดน้ำต้นไม้เช้าเย็น ไม่เคยพรวนดินให้เขา ไม่เคยใส่ปุ๋ยให้เขา แม้กระทั่งเขาไม่เคยโดนแดด เพราะแดดเปลี่ยนทิศก็ไม่มีใครสังเกตเห็น เมื่อดินชื้นตลอดเวลา สุดท้ายเขาก็หวนคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม
ความไม่เอาใจใส่ ปล่อยปละละเลยนี่ ถึงตายได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะกับสิ่งที่ทรงคุณค่า..
การปล่อยให้เชื้อรากินต้นไม้ทั้งต้น ก็เหมือนการได้ธรรมที่ได้มาแสนยาก แล้วก็ทอดทิ้งไม่เหลียวแลเอาใจใส่ จนธรรมก็ตกต่ำ ส่งผลให้ชีวิตต่ำลงไปอีกด้วย
กว่าที่ใครสักคนจะเอาชนะใจตัวเอง ละทิ้งความสุขสบายหรือการงาน ออกมาปฏิบัติวิปัสสนา 8 วัน 7 คืน หรือแม้แต่ อานาปานสติ 4 วัน 3 คืน ก็ถือว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ต่อกิเลสแล้ว และยังเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกที่จะเปิดบุญเปิดบารมีอันถูกปกปิดมานาน ให้พร้อมแก่การก้าวพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง แต่เมื่อพบธรรมที่เป็นการได้รัตนะอันล้ำค่า แล้วปล่อยให้ธรรมถูกฝังกลบอยู่ใต้ความสกปรกของกิเลส ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ดอกไม้เลอค่า ถูกเชื้อรากลืนไปทั้งต้น
จิตหรือต้นไม้ก็เหมือนกัน เขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราจึงต้องดูแลจิตตนให้ดี ทั้งคอยตรวจสอบทั้งกายและใจว่าเรา อยู่ในวงล้อมอย่างไร เพื่อเพิ่มความเอาใจใส่ และระมัดระวังในการรักษารัตนะในมือไม่ให้ถูกทำลายไป
กว่าที่เราจะยอมออกปฏิบัติธรรมได้ ต่างก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากมาย เราต้องไม่ลืมวันนั้น วันที่เราพังกำแพงใจทุกกำแพงได้ และต้องไม่ปล่อยให้ธรรมที่ได้มาแสนยาก หลุดมือไป
อาจารย์เองก็เช่นกัน เมื่อพบเส้นทางเดินชีวิตใหม่ ก็ต้องประคับประคองจิตไป จนเมื่อพบความชัดเจนแห่งชีวิตว่า เวลาที่เหลือต่อจากนี้จะเดินไปอย่างไร ก็นำไปสู่การวางแผนเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่ คำขอเดียวที่คู่บุญขอร้องอาจารย์คือ “ขออย่าตัดผม” ขอให้ไว้ผมยาว เพราะท่ามกลางวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหยาบกระด้างตามวิถีกิเลส ผมยาวทำให้ดูอ่อนโยน อาจารย์ก็รับปากว่าจะไม่ตัดผม
พอมาถึงวันที่จิตทนผมตัวเองไม่ได้ ก็รวบผมขึ้นมาสูงเหนือศีรษะ แล้วกำหนดจิต ตัด.. ฉับ.. พลัน ความรำคาญผมก็หายไปสิ้น อาจารย์ตัดผมในมิติพลังงานแล้ว ผมที่ยังคงอยู่ก็มีเพื่อรักษา “คำมั่นสัญญา” และกลายเป็นยูนิฟอร์มในภาควิปัสสนาจารย์เท่านั้น
นับแต่นั้นมา อาจารย์ก็ไม่ปล่อยผมยาวสลวยอีกเลย คราใดที่พบคุณย่าน้องแทต ท่านก็จะคะยั้นคะยอขอให้อาจารย์ปล่อยผมให้ดู เหมือนสมัยก่อนที่ท่านเคยเห็น แต่ไม่ว่าท่านจะขอยังไง อาจารย์ก็ไม่เคยทำตาม เพราะระดับของชีวิตต่างไปแล้ว แม้จะคงอยู่ในสถานะที่ท่านคุ้นเคย แต่ในความจริง เรากำลังอยู่กันคนละโลก อาจารย์ต้องการบอกท่านว่า อาจารย์ไม่ใช่คนเดิมคนนั้นอีกแล้ว ผ่านการปฏิเสธไม่ยอมปล่อยมวยผม เพราะจิตที่อยู่ในร่างนี้ เป็นจิตดวงใหม่ในร่างเดิม
หากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะมีแรงกระทบกระแทกมาจากทิศไหน หากใจมั่นคง เราจะสามารถรักษาจุดยืน และหาทางออกที่ซื่อสัตย์และมั่นคงกับทางที่เราเลือกเดินได้เสมอ
สำหรับผู้ที่มีวาสนา อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ การไม่มีความหนักแน่นมั่นคง เป็นจิตที่โลเล คอยแต่จะหาเหตุผลยกขึ้นมาอ้าง เพื่อให้ใจไม่หนักแน่นมั่นคง เพราะเหตุนี้ โลกโลกุตระจึงมีอาณาเขตที่ดูโล่งราวกับว่างเปล่า เพราะกระแสต่างๆ ไปแออัดยัดเยียดจมวน ดำผุดดำว่ายกันอยู่ที่โลกิยะ ใครที่พอมีแรงอยู่บ้าง ปีนเท่าไหร่ก็ไต่ไม่ถึง ปีนมากี่อสงไขยกัป ก็ยังย้อนกลับไปสู่จุดเดิม เพราะเอาแต่อ้างและปล่อยให้ใจโลเล
เมื่อขอพักเบรกช่วงสั้นๆ จากกิจทางธรรม อาจารย์กลับมารับพลังธรรมชาติอีกครั้ง อยากเล่าเกร็ดเล็กๆ ที่ได้จากการปลูกกุหลาบแคระฮอลแลนด์ที่ไปเจอโดยบังเอิญ อาจารย์ชอบใจสีกุหลาบ ที่เฉดสีเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่ธรรมสถาน พอได้เขามาแล้ว ด้วยความที่พยายาม “ว่าง” ก็เลยหันมาใส่ใจกับการเยียวยาพลังตัวเอง
จากความผิดพลาดคราวก่อน พอจะปลูกไม้ใหม่คราวนี้ ก็ตั้งใจจะดูแลให้ดีที่สุด เมื่อเขาเป็นไม้เมืองหนาว ก็เลยเอาน้ำเย็นรดให้เขาแทนน้ำจากสายยาง เพราะน้ำจากสายยางจะอุ่น ยิ่งเย็น ก็ยิ่งอุ่น เพราะท่อน้ำอบความร้อนไว้นาน
อาจารย์รินน้ำใส่เหยือกใหญ่ๆ แช่ตู้เย็นไว้ 3 เหยือก เพื่อเอาไว้รดน้ำให้เขาโดยเฉพาะ แล้วก็ใส่ปุ๋ยบำรุง คอยตัดดอกที่เฉาเพื่อให้เขาแตกดอกใหม่ได้เร็วขึ้น ตกเย็นเอาน้ำแข็งหยอดลงไปอีกทำาอย่างนี้ได้ไม่กี่วัน ก็เห็นว่าเขาชูช่อแข็งกันออกดอกใหม่ให้ได้ชื่นตาชื่นใจ แต่พอเปิดตู้เย็นบ่อยเข้า ก็ทำาให้ตู้เย็นผลิตน้ำาแข็งได้น้อยลง จึงหาซื้อตู้ทำาน้ำาแข็งเฉพาะกิจเพื่อการนี้ เรียกว่า ทำาจริงจังมาก.. ทุกครั้งที่รดน้ำา ก็จะคุยกับเขาด้วย หากเห็นเขามีดอกตูมออกมา ก็จะพูดชมเขาว่า “เก่งนะ เก่งนะ เก่งจริงๆ เลยนะ” บางครั้งก็คุยกับเขาว่า “ชอบน้ำาเย็นใช่มั้ย นี่เลย เย็นดีมั้ย ออกดอกให้เราเยอะๆ นะ”
พอแปลงสวนหลังบ้านให้ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นสวนกุหลาบฮอลแลนด์ ต้นกุหลาบเชียงใหม่อีกต้น ที่ไม่ออกดอกมานานก็ออกดอกแข่งบ้าง แต่ดอกที่ออกมาใหม่ครานี้เขาไม่ชูคอเหมือนเคย ดอกเขางุ้มโค้งกลับไปหาก้าน อาการเหมือนคนงอนไม่มีผิดดูแล้วก็ขำ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้งอนผู้มาใหม่ที่ไฉไลกว่า แต่ในเชิงกระแสพลังงาน เขาแค่สู้กระแสไม้พันธุ์ใหม่ที่ถูกโถมลงมาไม่ได้ มันเป็นเรื่องของคลื่นความถี่ Frequency ที่สนามพลังงานสวนหลังบ้าน ถูกเปลี่ยนด้วยพันธุ์ไม้ที่มากับกระแสเย็นแบบยุโรป พันธุ์ไม้เย็นแบบสาวเชียงใหม่ เลยสู้ความร้อนแรงของพันธุ์ฮอลแลนด์ไม่ได้ ก็เลยเหมือนเขาทั้งงอนทั้งอายม้วนต้วน..อาจารย์ก็เลยต้องเอาใจใส่ และให้เขาปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่
ต้นไม้ไม่ว่าจะพันธุ์ใด เขามีชาติพันธุ์ มีความเป็นมงคลและไม่มงคล แล้วแต่ความถี่หรือกระแสที่อยู่ในตัวเขา ไม่ต่างอะไรกับจิตวิญญาณของมนุษย์
กุหลาบได้ชื่อว่าเป็นไม้งามที่ทำให้เบิกบาน จึงถือเป็นไม้มงคล เพราะเมื่อเห็นใจก็เป็นสุข ต่างจากไม้บางประเภท ที่เห็นแล้วสยอง หรือบางครั้งเห็นแล้วงงๆ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับเขาดี
กุหลาบที่ออกดอกได้สม่ำเสมอ แสดงว่าเขามีความเก่งอยู่ในชาติพันธุ์ และยิ่งหากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ เขาก็จะเก่งยิ่งขึ้น
นักภาวนาก็เช่นกัน นักภาวนาที่มีวินัย ก็คือผู้ที่มีอินเนอร์ที่เก่งและแกร่งซ่อนอยู่ เป็นความเก่งที่แม้โลกมองไม่เห็นคุณค่า แต่ทางธรรมเป็นความเก่งที่ควรเชิดชู และช่วยหนุนการสร้างบารมีในธรรม
ศิษย์คนไหนมีวินัยในการภาวนา ก็นับว่าเป็นคนเก่งทั้งนั้น.. วันใดที่ภาวนาแล้วเกิดสมาธิแน่วแน่ หากแว่วๆ ได้ยินเสียง อาจารย์ชมว่า “เก่งนะ เก่งนะ” ก็อย่าประหลาดใจ แม้คำนี้จะมีไว้ พูดชมดอกไม้ แต่จิตอันเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกัน ก็ย่อมได้รับคำชมนั้นไปด้วย
“เก่งนะ เก่งนะ..เก่งจริงๆ เลยนะ”
สำหรับนักภาวนา ไม่ต้องออกดอกมาให้นะ แค่ภาวนาให้ลุกเป็นเพลิงก็พอ
—
ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee
