Skip to content Skip to footer

ผู้หล่อหลอมเด็กรุ่นใหม่ ให้รู้จักตัวเอง

A NEW PATH AFTER BEING LOST IN COMMUNICATION

คุณจำ ความฝันในวัยเด็กได้หรือไม่ สิ่งแรกที่คุณเป็น และอยากทำ เมื่อโตขึ้นคืออะไร และคุณในวันนี้ได้ทำ สิ่งเหล่านั้นหรือไม่ หรือทำ สำ เร็จไปบ้างแล้วหรือยัง ถ้ายัง เป็นเพราะอะไร

คำ ตอบนั้นหลากหลาย แล้วแต่สถานการณ์และข้อจำ กัด ของแต่ละคน โดยมุมมองและทัศนคติของคำ ตอบนั้นคือตัว กำ หนดคำ ตอบ แต่เมื่อมองลงไปจริงๆแล้ว เหตุผลเหล่านั้น มีรากเหง้าจากความกลัวที่มาในรูปแบบต่างๆ เช่น ความวิตก กังวล ความไม่มั่นใจ ความท้อใจ ความลังเล หรือแม้แต่ การหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ โดยเฉพาะความกลัวที่จะก้าวข้าม ขีดจำ กัดของตน หลายคนตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ของตัวเองดี จึงขวนขวายหาวิธีที่จะทลายความกลัวนี้ผ่านการอ่านหนังสือ ฟังสัมมนา เติมความคิดบวก พบนักจิตวิทยาบำ บัด บางคน ถึงขั้นเรียนรู้การสะกดจิตตนเองเพื่อคุ้ยลงไปในจิตใต้สำ นึกกัน เลยทีเดียว แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราสามารถเข้าไปรู้จักลูกของ ตนเองได้ในขณะที่เขายังเด็กหรืออยู่ในวัยเรียน เพื่อที่ลูกจะได้ ไม่ต้องเสียเวลาตามหาตัวเองหรือหลงทางไปทั้งชีวิต จึงเป็น หน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องนำ ทางลูก

คุณธนันรดา ธนานาถ หรือครูแม่แอม ผู้ก่อตั้งโรงเรียน Spiritual Kids Center จึงตัดสินใจนำเอาความรู้ในศาสตร์ Neuro Linguistic Programming (NLP) ซึ่งครูแอมถือเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้รุ่นแรกๆ ของเมืองไทย มาใช้ในการพัฒนาเด็ก แทนที่จะเปิดสอนผู้ใหญ่ ด้วยเพราะเห็นว่า การเข้าใจตัวตนนั้น ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น แต่ความพิเศษของคอร์สของเธอ คือ พ่อแม่และผู้ปกครองจะถูกขอให้ปฏิบัติธรรมด้วย เพราะ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ครูแอมได้ค้นพบว่า นอกจากวิปัสสนา แล้ว ไม่มีอะไรที่จะแก้ปัญหาต่างๆ และพัฒนาศักยภาพของ เด็กได้ดีกว่านี้แล้ว

เพราะอะไรถึงมาสนใจศาสตร์ด้านการพัฒนาเด็ก เป็นเพราะชอบ เด็กหรือคะ

เปล่าเลยค่ะ จริงๆ แล้วเรียนจบปริญญาตรีด้านบัญชีจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก่อน แล้วไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านการค้าการเงินระหว่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา ไม่เคยคิด ว่าต่อไปจะมาทำงานกับเด็กเลย ไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวแม้แต่ นิดเดียว จบมาก็ทำงานตามสายงานที่เรียนมา ถึงเวลาก็มี ครอบครัว แต่พอช่วงหนึ่งที่ลูกเราเริ่มโต เรารู้สึกว่าลูกต้องการ การดูแล เพราะจริงๆ เด็กนั้นเขาจะไม่ใช้เหตุผล แต่ลูกใช้ เหตุผลกับเรา แปลว่ามันไม่ใช่แล้ว คือลูกจะให้เหตุผลว่า แม่ไปทำงานเถอะ หนูอยู่เองได้ ซึ่งมันไม่ใช่ ทีนี้ญาติสนิท ที่เขาคุ้นเคยกับเด็กก็บอกว่า ถ้าลูกพูดคำนี้นี่ แปลว่าเธอต้อง พิจารณาตัวเองนะ เราก็เลยมาสังเกตว่า เออ มันไม่ใช่แล้ว

แล้วที่สำคัญ ทำไมลูกไม่ฟังเราเลย ทั้งๆ ที่คนทั้งบริษัท หรือห้างอะไรต่างๆ ก็ยังฟังเรา เวลาเราพรีเซนต์อะไร ทุกคน ฟังหมดเลย แต่ลูกไม่ฟังเรา แล้วเขาสามารถที่จะไปทำกิจกรรม อะไรต่างๆ กับพี่เลี้ยงได้โดยที่เราไม่ต้องไปด้วยก็ได้ แล้วเราก็มี ความรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมเราพูดอะไรแล้วลูกไม่ค่อยฟัง

เป็นเพราะตอนนั้นทำงานหนักมากหรือเปล่า

ไม่ได้ทำงานหนักขนาดนั้นเลย แต่ต้องออกไปทำงาน ข้างนอก เราเคยอ่านหนังสือเรื่อง “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสีย แล้ว” ซึ่งมันมีผลมาก ช่วง Golden Period ของเด็กวัย 0-3 ขวบ ถ้าเราปล่อยช่วงเวลานี้ไป เราจะไปลงทุนเวลาไหนก็ไม่ เท่ากับการที่เราลงทุนในช่วงเวลานี้ ก็เลยรู้สึกว่า ในเมื่อเรา แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เราก็อยากที่จะมาดูแลลูกอย่างจริงจัง สิ่งแรกคือพาลูกไปเสถียรธรรมสถาน ซึ่งจริงๆ เราก็ปฏิบัติธรรม อยู่แล้ว ช่วงที่ออกมาดูแลกิจการของครอบครัว เราเครียดมาก ต้องไปปฏิบัติธรรมทุกๆ 3 เดือน ร้องไห้เกือบทุกวันเพราะ เครียดจัด เราพาลูกไปเข้าโครงการของที่นั่นหมด แต่ทั้งหมดนี้ ลูกก็ยังไม่ฟังเรา ฟังแต่พ่อ พ่อมีฟีโรโมนอะไรเหรอ (หัวเราะ)

มันก็เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไม ก็เลยเริ่มเป็นจุดเปลี่ยนว่า อยากจะออกหาความรู้ ถ้าลูกอายุแค่นี้ยังไม่ฟังเราเลย ก็ไม่ต้อง พูดถึงตอนโตนะ มันเหมือนเราอาจจะละเอียดแล้วก็เห็นว่า มันมีความอยากรู้ว่ามันคืออะไร ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น เป็นแรง บันดาลใจที่จะไปเรียนเป็นโค้ชตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วค่ะ เพราะเราอยากรู้เรื่องศักยภาพของมนุษย์ การพัฒนามนุษย์ อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ตอนนั้นยังไม่มีหรอกอาชีพโค้ช เราเป็น รุ่นแรก เลยต้องไปเรียนที่ต่างประเทศ ไปทุกๆ 3 เดือน ที่ไหน ดีระดับโลกเราไปเรียนหมด ทำแบบนี้หลายปีเหมือนกันค่ะ

ศึกษาเรื่องอะไรมาบ้างคะ

ทุกอย่างเลยค่ะ ที่ไหนที่เขาว่าดี เราลองไปหมด พี่เป็น คนที่เวลาทำอะไรจะทุ่มสุดตัว ต้องรู้จริง อย่างเช่น คอร์ส NLP หรือคอร์สอะไร เราจะเรียนไปให้ถึงจุดสูงสุด คือสามารถกลับ มาสอนต่อได้เลย เราเรียนรู้เรื่องหลักการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยดูผู้รับเป็นหลัก วิธีการคิด การมอง ธรรมชาติกลไกของจิต ในระดับจิตสำนึก จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก คือทุกอย่างเลย

สิ่งที่นำมาปรับใช้กับการพัฒนาเด็ก และที่มาของการเปิด Spiritual Kids Center

ก่อนอื่นเลย ทำให้เราได้เข้าใจว่าคนเราต่างกันมาก แล้วนี่ เป็นปัญหาที่เราได้ค้นพบในผู้ปกครองทั้งนั้น บางทีเราคิดว่าลูก ไม่ฟังเรา แต่จริงๆ เขาเรียนรู้ไม่เหมือนกับเราเลย แล้วเราก็เลย เพิ่งรู้ว่า อ้าว มันมีแบบนี้ด้วย คือเป็นวิธีการเรียนรู้ของแต่ละคน เลย และสิ่งที่เรียนมานี่ เขาจะแยกแยะทุกอย่าง ขนาดเรื่องที่ว่า เบสิกที่สุดแล้วนะ ยังเกิดประโยชน์ขนาดนี้เลย เราก็เลยบอกว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่เวลามีปัญหาจะชอบพูด เช่น เวลาสั่งงาน ก็จะพูดไง แต่เชื่อไหมว่าเด็กหลายๆ คนไม่ได้เรียนรู้โดยอัตโนมัติ ผ่านการได้ยิน เขาจะเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ผ่านการสัมผัส ทางร่างกาย เพราะฉะนั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาเรียนรู้ได้อย่าง อัตโนมัติผ่านช่องทางอื่น แต่คุณใช้วิธีพูด มันก็จะลอยไป แล้ว เด็กจะไม่ฟัง แล้วก็จะหูดับ ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เราไปเรียนรู้มา หลายๆ อย่างนั้นมันมีประโยชน์มากขนาดนี้ แล้วเราจะปล่อยให้ เยาวชนไทยไม่รู้ แล้วค่อยไป break through กันตอนแก่เหรอ

ทีนี้โชคดีมากที่พอพี่กลับมา ทางบริษัท CP ในส่วนของ ปัญญาภิวัฒน์ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพของคน ได้เชิญ ให้เราไปพรีเซนต์ แล้วก็เลือกเราเป็น Partner ให้เราไปเป็น วิทยากรพูดบรรยายให้ผู้ปกครองเป็นร้อยๆ คนฟัง ทำให้เราได้ สร้างตลาดตรงนี้ขึ้นมา เราถึงได้รู้จากการพูดคุยกับผู้ปกครองว่า ในขณะที่บ้านเรามีโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนเสริมพัฒนาการ เด็กด้านปัญญา ส่วนของการพัฒนาจิตใจหรืออีคิวแบบนี้ยังไม่มี ใครทำเลย แม้แต่ทั่วโลก โค้ชที่เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กจะไม่มี เลย อย่างโค้ชของเราก็ทำมา 20 ปีแล้วนะ เขาบอกว่าตั้งแต่เขา เจอมา มีคนที่สนใจเรื่องเด็กแบบจริงจังอยู่แค่ 3 คน เพราะเด็ก เป็นอะไรที่ Real และ Pure เราจะไปล่อหลอกเขาไม่ได้เลย

เลยเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียน

โค้ชบอกพี่ว่า มีคนสิงคโปร์คนหนึ่งมาทำตรงนี้ และใช้ ความสนุกนำ ก็จะมีเรานี่แหละมาทางด้านความรัก ความ เมตตา ความเข้าใจ ตอนแรกพี่ไม่ได้คิดจะทำเลย เพราะรู้สึก ว่ามีเงื่อนไขหลายอย่าง ที่สำคัญ เป็นคนไม่ชอบออกนอกบ้าน เพราะไปไหนมักหลงทาง (หัวเราะ) เขาก็บอกมาคำหนึ่งว่า ถ้าไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยแล้วยูจะทำมันได้ยังไง คือเขาให้แรง บันดาลใจเรา ซึ่งแรงบันดาลใจนี้ก็เคยมีมาตั้งแต่เด็ก ครูและ เจ้านายมักจะชมว่าเรามีความสามารถด้านการนำเสนอมาก เพราะพูดแล้วมีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลอะไรครบ เขาบอกว่า ถ้ายูจะไม่ทำอะไรนี่นะ มันจะเสียเปล่ามากเลยนะ ยูควรจะ เอาพลังนี้ไปทำอะไรให้มันเกิดขึ้นในประเทศของยู

เราก็เลยตัดสินใจทำ เท่านั้นแหละ ตอนนั้นอยู่ในคอร์ส โทรศัพท์ดังกริ๊งขึ้นมาเลย ช่วยมาสอนให้หน่อยได้ไหมคะ ที่โรงเรียนจินตคณิต คือมีผู้ปกครองอยากให้เราช่วยไปสอน มากเลย ตอนนั้นเราก็งงมากว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะจริงๆ ยังไม่มีใครรู้ว่าเรามาเรียนเป็นโค้ชที่นี่ แต่โค้ชเราจะบอกว่า ยูรู้ไหม ทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎแรงดึงดูด ทันทีที่ยูคิดสิ่งที่ ดีงาม คือโค้ชนี่ค่อนข้างจะเป็น Spiritual ทางจิตวิญญาณ คือเราจะเลือกคน เพราะเขาเป็นคนที่ Present แบบเป็น วิทยาศาสตร์ แต่พอถึงที่สุดแล้วเขาเป็นคนที่มีผู้นำทางจิต วิญญาณ เขาบอกว่าเวลาที่เราคิด ทำ และตัดสินใจในระดับ ที่มาจากอินเนอร์ข้างในของเราและดีงาม ยูจะคอนเน็ก กับจักรวาลเลย ตอนนั้นฟังแล้วก็แบบ โอ้โฮขนาดนั้นเลยเหรอ

พอเราไปจัด เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงนะ คือพ่อแม่ ก็ร้องห่มร้องไห้กัน แล้วครูที่สอนพวกนี้เขาเห็นว่าทำไมลูกเราดี คือลูกพี่เรียนรู้ไวมาก มีพฤติกรรมแบบเด็กดี เป็นเด็กฉลาดที่ EQ ดีด้วย เขาก็เลยงงว่าเราสอนยังไง ตอนนั้นเราช่วยไปเยอะ มากเรื่องปัญหาเด็กสมาธิสั้นกับแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็ก

เท่าที่ฟังมา ต้องจับจุดแนวทางการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนก่อน

ใช่ค่ะ คือทำยังไงให้ลูกฟังเรานะ (หัวเราะ) บางทีเราคิด ว่าลูกดื้อ ก้าวร้าว มันไม่ใช่เลย แต่เพราะเราไม่รู้วิธีสื่อสารกับ เขาต่างหาก เด็กพวกนี้เขาก็ไม่รู้ว่าต้องสื่อสารยังไงให้เราเข้าใจ เพราะเขายังเด็ก เราจึงต้องเรียนรู้และเข้าใจเขา

พ่อแม่ในยุคนี้อยากให้ลูกเรียนดีนะคะ มีอยู่เคสหนึ่งที่อยาก ให้ลูกอ่านภาษาอังกฤษได้ แต่ปรากฏว่าอ่านเท่าไรก็อ่านไม่ได้ ทั้งๆ ที่คิดว่าเขาน่าจะเป็นเด็กฉลาด แต่ทำไมถึงอ่านไม่ได้เลย จนเราจับพฤติกรรมได้ว่าเขาไม่อยากไปโรงเรียนเพราะเขากลัว อ่านหนังสือไม่ได้ เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ถ้าเราเข้าใจเขา เราพบว่าเด็กมีลักษณะการเรียนรู้ที่ต้องการความมั่นใจก่อน แต่เขาไม่มั่นใจในตัวแม่ว่าแม่จะรู้จริงหรือเปล่า เราก็เลยบอก คุณแม่ว่า เขาเป็น type แบบนี้ คุณแม่ต้องไปหาซื้อ Jolly Phonic ที่เป็นกระดาน แล้วให้เขาไล่อ่านหนังสือไปตาม level และเราจะวงไว้ให้เลยว่าอันไหนที่มันเป็นตัว Tricky แล้วถ้า หนูอ่านตามหลักของมันไม่ได้ 30% หนูก็มาดูตรงนี้ เพราะ ฉะนั้นถ้าเขาเกิดความไว้วางใจ เชื่อไหมว่าเขาอ่านหนังสือได้เลย แล้วเหมือน type การเรียนรู้ของเขาคือต้องการอะไรที่เป็นแนว professional น่ะ คือภาษาอังกฤษนี่มันมี Tricky Words 30% แล้วเราบอกเขาไปเลยว่าเป็นคำไหนบ้าง แบบนี้เขาจะรู้สึก ปลอดภัยและมั่นใจ

ตอนที่น้องมาอายุประมาณ 6-7 ขวบ ตอนแรกคุณแม่เขา ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงอ่านไม่ได้ ให้เรียนพิเศษก็แล้ว เราบอกว่า ถ้าให้ลูกเรียนมา 2 ปีแล้วยังอ่านไม่ได้ ก็อย่าให้ลูกเรียนเลยค่ะ เพราะลูกจะตัดสินตัวเขาเองว่าเขาไม่ฉลาด ซึ่งมันจะเป็นปมของ เด็กไปเลย แต่ถ้าคุณแม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ปุ๊บแล้วพลิกวิธีสอนนี่ โอ้โฮ ปรากฏว่าพอปิดเทอมไปน้องอ่านได้หมดเลย (ยิ้ม) แล้ว เด็กกลับมามีความมั่นใจ กลับไปเรียนหนังสือใหม่โดยเห็นตัวเอง มีคุณค่า ซึ่งมันดีมาก นี่คือแค่เรื่องเดียวนะ แล้วเราเจอมาไม่รู้ กี่เรื่องที่ทำให้ได้รู้ว่า โอย ทำไมเราเสียเรื่องเยาวชนไทยไปมากนะ

แล้วระบบการแบ่งระดับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ห้องคิง ห้องควีน หรือตามสไตล์การทำงานของสมองซีกซ้าย-ขวา หรือตามบท ทดสอบบุคลิกภาพ MBTI 16 บุคลิก ช่วยสนับสนุนหรือเป็นตัว ทำให้เด็กตีกรอบความคิดและความเชื่อมั่นตนเองหรือไม่

ณ ตอนนี้เราต้องเลยจากจุดนั้นแล้ว ที่จริงเด็กและผู้ใหญ่ มีความเป็นอัจฉริยะในตัวเองทุกคน แต่แค่มีธรรมชาติการเรียนรู้ ที่ต่างกัน ถ้าเรารู้เรื่องพวกนี้แล้วมันเป็นอะไรที่เบสิกมาก และ เป็นการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อย่างถูกต้อง แล้ววิธีการ เรียนรู้พวกนี้จะติดตัวทุกคนไปตลอด คนไม่รู้ก็จะนึกว่าตัวเองโง่ คิดดูว่าถ้าความคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่คนนั้นยังเด็ก ประเทศชาติจะ เป็นอย่างไร หรือเขาไม่ได้รับการสอนอย่างถูกต้อง แล้วถ้าเรา ไม่สามารถทำให้คนที่เกิดมาเขาเข้าใจว่าแค่เขาเกิดมาก็ชนะแล้ว มีคุณค่าแล้ว ปัญหาโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายก็จะตามมา ยิ่งสังคมปัจจุบันมีแต่เรื่องเครียดก็ยิ่งไปกันใหญ่

ทราบมาว่า เมื่อผ่านไประยะหนึ่งทางครูแอมจะมีการสนับสนุน ให้พ่อแม่เริ่มสวดมนต์และปฏิบัติธรรมด้วย

คือคนเรานั้นจะตัดสินโลกจากมุมมองของตัวเอง พ่อแม่ มักจะมีความคาดหวังอยากให้ลูกทำอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น แต่ ลืมมองไปว่า จริงๆ แล้วลูกเราเป็นคนอย่างไร เขาถนัดอะไร พอคุณรู้แล้วก็อย่าเพิ่งรีบเข้าไปตัดสินว่าดีหรือไม่ดี บางทีเขาอ่าน การ์ตูนอยู่ คุณก็หาว่าเขาไม่ได้เรื่อง จริงๆ แล้วเขากำลังสะสม ความรู้ในการวาดอะนิเมะอยู่ แล้วเขามีทักษะสูงมาก ซึ่งจะเห็น ได้ตอนที่เขาวาดรูป

คุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามานั้น ส่วนใหญ่นอกจากจะต้องการ ความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว อยากได้ ผลลัพธ์ที่ดีของลูกด้วย ไม่ใช่ เหวี่ยงแหจับฉ่ายไม่รู้เรื่อง หนึ่ง ในนั้นที่ต้องคำนึงถึง คือ การ จัดการแก้ไขเรื่องของความอยาก เราก็จะต้องพูด พอถึงเวลาที่เขา พร้อม หลายอย่างที่บางทีเขาทำ หลายอย่างที่เขาอยากมากๆ มัน จะไม่ได้ผล จริงๆ ฝรั่งก็บอกนะ ให้อยู่กัความว่างเปล่า ในทางธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนคือ เราต้องปล่อยวางความอยากนั้น ให้ได้ ต้องรู้ทันมัน ถ้าเราคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็แสดงว่าคุณต้องไป ปฏิบัติธรรมแล้วละ

การฝึกวิปัสสนาคือการกะเทาะความยึดมั่นถือมั่น เมื่อตรงนี้ น้อยลง ความคาดหวังและความกดดันที่พ่อแม่ไปลงกับเด็กก็ น้อยลง เมื่อเด็กรู้สึกผ่อนคลายกับพ่อแม่ เขาก็จะเปิดใจกับเรา มากขึ้น นั่นแหละ คือเวลาที่สอนอะไร เขาก็จะฟัง แล้วถ้าเรา เข้าใจลักษณะการเรียนรู้ของเขาด้วย ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง เร็วมากจนพ่อแม่ยังตกใจ

ฝรั่งจะสอนเป็นทฤษฎีเลย เขามีกล้องที่วัด Vibration ต่างๆ ได้ด้วย เราลิงก์ให้คนดูว่า จริงๆ ที่บอกว่าคุณรักลูก ปรารถนาดี ต่อลูก แต่ในใจคุณเครียด คุณเดือด คุณโกรธ สมมติเราไป เรียน เขาก็จะจับได้ว่า เรารู้ตัวไหมว่าเราโกรธ เราแผ่ (Radiate) พลังงานออกมา เราต้องยอมเลย พอเรามีหลักฐานจับแล้ว เรา ไม่ต้องพูดมากเลย ปัญหาทั้งหมดที่เกิด แม้เราจะเข้าใจว่าเรา รักลูก แต่พลังงานที่เราส่งออกไปจริงๆ คือการบังคับ คาดคั้น กดดัน จึงไม่แปลกเลยที่ทำไมลูกรับรู้ไม่ได้เลยว่าเรารักเขา เรา จึงต้องการการฝึกฝน มันไม่ยากจนเกินไปที่จะแบ่งเวลา การที่ เรายังเลี้ยงลูกแบบเดิม มันก็จะได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม แต่ถ้า เราไปฝึกและทำให้จิตสงบขึ้น มีพลังบวกมากขึ้น ลูกเราก็จะ เปลี่ยนแปลงไป

เพราะเหตุนี้จึงต้องใส่คำว่า Spiritual เข้าไปด้วย

เพราะพี่เชื่อว่าทุกอย่าง เมื่อไปถึงจุดหนึ่งแล้วต้องมีเรื่องนี้ เข้ามาด้วย การศึกษาทุกวันนี้เป็นการเรียนรู้สิ่งที่อยู่นอกตัว ทั้งนั้นนะคะ เราเรียนรู้ทักษะมากมาย แต่มันเป็นทักษะไกลตัว เรียนให้สุดยังไง สุดท้ายก็ต้องกลับมาเรียนรู้สิ่งที่อยู่ในตัว และ สิ่งสำคัญที่เด็กและคนทุกคนต้องมีคือ Self-worth คือการเห็น คุณค่าตนเอง และเชื่อว่าเราทำอะไรได้มากมาย สิ่งที่พ่อแม่เห็น เขาเป็นอยู่ตอนนี้มันแค่ภาวะในขณะนั้น เป็น stage ช่วงหนึ่ง ซึ่งทางพุทธก็พูดไว้ชัดแล้วว่า จิตมีพลังมาก จิตเป็นนาย กาย เป็นบ่าว ถ้าเราตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้วเราจะเป็นอะไรก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้เป็นอะไรมา ดังนั้นทุกอย่างมัน เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตัวเราก็เช่นกัน ถ้ากะเทาะเปลือกตรงนี้ ออกนะ ชีวิตก็พลิกเลย

ทราบมาว่า ได้เอาความรู้ตรงนี้มาทำงานอาสาด้วย

ใช่ค่ะ ได้ทราบมาว่าทางมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิตได้มีการจัด คอร์สธรรมะวัยใส เป็นคอร์ส 1 วัน สำหรับเด็กเล็ก โดยพี่ก็ได้ มีโอกาสมาช่วยจัดหลักสูตรธรรมะให้เด็กตรงนี้ ซึ่งจริงๆ เป็น คอร์สที่ไม่ได้โฆษณามากมายเลย แต่ปรากฏว่าคนให้ความ สนใจมาก ใบสมัครมาเยอะมาก

ในยุคนี้ที่โซเชียลมีอิทธิพลต่อความคิดของเด็กมาก เช่น ประเด็น เรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ต่อแผ่นดินเกิด เด็กสมัยนี้ มองว่า เขาไม่ได้ขอมาเกิดนะ จึงเป็นหน้าที่พ่อแม่ที่ต้องดูแลเขา อยู่แล้ว เรามีวิธีอย่างไรให้สิ่งที่เขาได้รับติดตัวไปตลอดและนำไปใช้

เราต้องอิงในสิ่งที่เขาสนใจ ต้องเข้าทางนั้น เพราะนั่นคือ ภาษาของเขา เป็นโลกของเขา ถ้าเรามัวแต่มานั่งพูดเรื่องศีล 5 คุณธรรมต่างๆ ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู แต่ไม่มีจุดเชื่อมให้ เขาเข้าใจ เห็นภาพ มันก็ไม่ได้ผล ยกตัวอย่างเช่น เด็กสมัยนี้ ไอดอลเขาคือดารานักร้อง พวก K-pop การนำเรื่องราวชีวิต อีกด้านของคนเหล่านี้มาให้เด็กเห็นว่า เขาไม่ได้ดังได้เก่งได้ด้วย ตัวคนเดียวนะ แต่มันมาจากการโอบอุ้มของครอบครัว เพื่อนฝูง คนรอบข้าง เราเรียกแรงผลักดัน กำลังใจเหล่านี้ว่า ลมใต้ปีก โดยเฉพาะลมใต้ปีกของพ่อแม่เนี่ย มันยิ่งใหญ่มากนะ เพราะ เปลี่ยนชีวิตลูกได้เลย

เมื่อเราเปิดคลิปให้เขาเห็นไปด้วยพร้อมกับภาพ พอเขา connect the dots ได้ ความคิดและการกระทำของเขาจะ เปลี่ยนเอง จากที่เขามองว่าพ่อแม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดู ก็จะ กลายเป็นว่า จริงๆ แล้วครอบครัวคือคนที่ให้โอกาสเขา รักเขา ปรารถนาดีต่อเขา จะเห็นเลยว่าเขาอ่อนโยนขึ้น ก้าวร้าวน้อยลง เราแค่ต้องตีโจทย์แตกเรื่องวิธีคิดและมุมมองของเด็กให้ได้

สำหรับพ่อแม่ที่ประสบปัญหาสื่อสารกับลูกไม่เข้าใจ มีสิ่งไหนที่จะ ทำได้ทันทีบ้าง

การเป็นผู้ฟังที่ดีค่ะ เราต้องพร้อมที่จะเข้าใจและฟังเขา แบบที่ฟังจริงๆ เวลาที่พี่คุยกับเด็ก พี่ไม่ต้องโน้มน้าวอะไรเลย แค่อยู่กับเขาในแบบที่เขาเป็นและตั้งใจฟัง มีความอดทน เรา จึงจะเข้าใจเขาจริงๆ เวลาเราถามกลับไป มันจะเป็นคำถามที่ เขาได้คำตอบเอง เพราะแต่ละคนจะมีความคิด การเลือก การ ตัดสินใจ บางทีเวลาเราคุยกันอยู่ ก็จะเห็นภูเขาใต้น้ำอยู่ลึกๆ การที่เราจะบอกเขาว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่าเราไม่ เข้าใจว่าเขามีภูเขาใต้น้ำลูกใหญ่มาก ซึ่งมีอยู่ในตัวทุกคน เรา มีหน้าที่แค่รับฟัง และเมื่อเราเข้าใจแล้วก็ตั้งคำถามที่มันใช่ เขาก็จะเริ่มมองว่ามีคนเห็นภูเขาใต้น้ำ ซึ่งไม่เคยมีใครตั้งคำถาม แบบนี้กับเขามาก่อน ปกติคนเราเดินทางของเราไป เราก็ไม่ได้ กลับมาทบทวนถามตัวเอง

ถึงมีคำพูดว่า “คำตอบที่ดีที่สุดอยู่ในคำถามที่ดีที่สุด” พอ เราพัฒนาทักษะนี้ให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ สร้างสกิลการสื่อสาร จากการบอกเล่าเป็นการตั้งคำถาม แรกๆ ก็อาจจะยาก แต่พอ รู้ว่าสำคัญขนาดไหน เขาก็จะพยายามจนสามารถตั้งคำถามที่ดี ที่สุดกับลูกตัวเองได้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างแน่นอน