
เมืองแห่งความสุข เยือนแดนซานตาฯตามล่าแสงเหนือ
ฟินแลนด์…ดินแดนที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความสุข ประเทศที่ฤดูหนาวยาวนาน แต่หัวใจอบอุ่นจนติดอันดับ “ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก” หลายปีซ้อน และเมื่อเราไปถึง ก็พอจะเข้าใจได้เลยว่า ความสุขแบบฟินน์นั้น ไม่ได้มาจากแลนด์มาร์กที่อลังการ แต่คือความเรียบง่าย ความเป็นมิตร และรอยยิ้มที่ผู้คนมอบให้เราตลอดทริปต่างหาก
ความประทับใจแรกที่ไปถึง คือ ลมหนาวพัดโชยมาต้อนรับ ตั้งแต่ก้าวออกจากสนามบิน ในสภาพอากาศเกือบใกล้ติดลบ แต่ กลับทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมากกว่า มันคือฤดูหนาวที่เราใฝ่ฝันมานาน
สิ่งแรกที่สะดุดตาในเฮลซิงกิ คือ เมืองที่ดูสบายตา ไม่แออัด มองไปไม่มีตึกสูงระฟ้าอย่างหลายประเทศที่เคยไป ที่นี่ เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่แบบดั้งเดิม และสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรปและรัสเซีย เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาน่าเที่ยวชม
ในเช้าวันรุ่งขึ้นที่เฮลซิงกิ เราเริ่มต้นวันด้วยหิมะที่เพิ่งหยุด ตกใหม่ๆ ทำให้ท้องถนนกลายเป็นสีขาว เราทุกคนตื่นเต้นกันมากจึงรีบแต่งตัวแล้วออกไปเดินดูสถานที่ต่างๆ ที่จดไว้ในลิสต์ หิมะปกคลุมหลังคาบ้านเรือน แม้แต่ที่ทะเลบอลติกก็เริ่มมีน้ำแข็งลอยน้ำอยู่บ้างแล้ว ภาพที่เห็นสวยจนไม่อยากกะพริบตา เรามาเติมความอบอุ่นด้วยกาแฟร้อนๆ ที่ Café Engel คาเฟ่ เล็กๆ ใกล้ท่าเรือ พักนั่งดูผู้คนเดินไปเดินมา ได้ยินเสียงเด็กๆ วิ่งเล่น ปั้นหิมะปากันข้างนอก เสียงหัวเราะสนุกสนาน ทำเอาคนที่โตในเมืองร้อนอย่างเราแอบอิจฉาเล็กน้อย

เราเดินต่อไปตามหมุดที่ปักไว้ นั่นคือ จัตุรัสซีเนท จุดหมายที่หลายคนบอกว่า ถ้ามาช่วงหิมะตกต้องไปให้ได้ เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่ใช้จัดกิจกรรมใหญ่ๆ โดยตรงกลาง จัตุรัสมีอนุสาวรีย์พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ที่ 2 ซึ่งอยู่ติด กับมหาวิหารเฮลซิงกิ มีโบสถ์สีขาวสไตล์นีโอคลาสสิกที่ ตั้งตระหง่านบนเนินเป็นฉากหลัง งดงามในทุกมุมมอง บรรยากาศโรแมนติกยิ่งขึ้น เพราะวันนี้หิมะตกลงมาราวกับเป็นฉากจากภาพยนตร์ที่กลายเป็นจริงอยู่ต่อหน้า

สถานที่ต่อไปเป็นอีกหนึ่งแห่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันไม่น้อย คือ “โบสถ์หิน” (Rock Church) หากมองจาก ภายนอกดูไม่เหมือนเป็นโบสถ์เลย แต่เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน จะเห็นผนังหินที่เกิดจากการระเบิดชั้นหินธรรมชาติ เป็นผลงานที่ถูกออกแบบโดย Timo และ Tuomo Suomalainen สองพี่น้องสถาปนิกชาวฟินแลนด์ ที่แนะนำเลยว่าต้องมาดู

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวในช่วงหน้าหนาว คือ นอกจากดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าแล้ว ยังตกเร็วอีกด้วย ดังนั้น เราต้องรีบทำเวลาในการเที่ยวในช่วงกลางวัน ดั้งนั้น ช่วงบ่ายเราเลือกแวะไปที่ Old Market Hall ซึ่งตั้งอยู่ติดกับท่า เทียบเรือของเมือง ในตลาดมีอาหารและของฝากแบบชาว สแกนดิเนเวียให้เลือกมากมาย หลังจากที่ทำการบ้านมา ก็มีเมนูเด็ดที่ชาวเน็ตแนะนำ คือ Lohikeitto ซุปแซลมอนร้อนๆ เสิร์ฟ พร้อมกับขนมปังไรย์ ทั้งอร่อยและอุ่นท้อง ที่ตลาดแห่งนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นให้สนุกกับการชิมรสใหม่ๆ อีกเพียบ บางอย่างก็ว้าว บางอย่างก็ต้องเปิดใจนิดหนึ่ง (ฮา)
อีกหนึ่งสถานที่ที่ไปเยือน คือ มหาวิหารอุสเปนสกี้ (Uspenski Church) มหาวิหารออร์ทอดอกซ์ที่บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่าง ฟินแลนด์และรัสเซีย ผ่านสถาปัตยกรรมออร์ทอดอกซ์แบบรัสเซียอันโดดเด่นไม่เหมือนใคร สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ อาคารสีน้ำตาลอิฐตัดกับ โดมสีเขียวอ่อน และยอดทองอร่ามที่เปล่งประกายท่ามกลางแสงแดด
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ภายใน ความเงียบสงบและบรรยากาศขรึมขลัง สะกดให้เราค่อยๆ ซึมซับรายละเอียดรอบตัว มหาวิหารแห่งนี้ ถือเป็นโบสถ์ออร์ทอดอกซ์รัสเซียที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก ตัวมหาวิหารตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้สามารถชมวิวเมืองเฮลซิงกิได้แบบเต็มสายตา อีกทั้งยังรายล้อมด้วยแลนด์มาร์กสำคัญหลายแห่งที่เดินถึงได้ง่าย
—
ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee
