Skip to content Skip to footer

เดินทางผ่านรสชาติและสีสัน ของอิตาลีใต้

Benvenuti!

เสียงทักทายดังขึ้นหลังจากที่เราเปิดประตูเข้าไป กลิ่นกาแฟคั่วใหม่และขนมปังอบร้อนลอยมาแตะจมูก เหมือนเป็นสัญญาณเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ การเดินทางที่พาเราออกไปไกลจากแลนด์มาร์กยอดนิยมและเส้นทางเช็กอินของใครหลายคนอิตาลีที่เราพบไม่เพียงงดงามทางประวัติศาสตร์ หรือทิวทัศน์ที่ชวนตื่นตา แต่ยังเต็มไปด้วยรสชาติและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในทุกมื้ออาหาร ตลอด 3 วันต่อจากนี้ เริ่มต้นจากความคึกคักของนาโปลี มุ่งสู่เส้นทางเลียบหน้าผาและทะเลสีครามจรดชายฝั่งอามัลฟี

Napoli – เมืองท่าที่ไม่เคยหลับใหล

นาโปลี เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ ความคึกคักเริ่มต้นตั้งแต่ไปถึง ทั้งเสียงรถสกูตเตอร์ “brrrmmm!” ที่ลัดเลาะตามตรอกซอกซอย เสียงคนคุยกันพร้อมมือที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะตามคำพูดอย่างออกรส และกลิ่นซอสมะเขือเทศที่เคี่ยวจากครัว ทั้งหมดนี้คือคำต้อนรับสไตล์เนเปิลส์ ที่ทำให้รู้ทันทีว่า คุณมาถึงแล้ว

เริ่มต้นเช้าที่ Piazza del Plebiscito ด้วยการแวะเติมพลังที่ Gran Caffè Gambrinus คาเฟ่เก่าแก่อายุกว่า 160 ปี สั่งกาแฟด้วยประโยคที่ท่องจำมา “Un caffè, per favore.” แล้วคุณจะได้เอสเพรสโซช็อตเล็กจากบาริสตา สำหรับใครที่ไม่คุ้นชินกับรสชาติเข้มข้น แนะนำให้สั่งจับคู่กับ sfogliatella ขนมพายกรอบ รูปทรงคล้ายเปลือกหอย ไส้ริคอตตาหอมกลิ่นส้ม ยืนจิบกาแฟพูดคุยกันตรงเคาน์เตอร์แบบคนท้องถิ่น นี่แหละคือการเริ่มต้นวันแบบเนเปิลส์ของแท้

จากนั้น เดินเข้าสู่ Quartieri Spagnoli ย่านเก่าแก่ของนาโปลีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยู่ใต้การปกครองของสเปน ในซอยแคบสองข้างทางเรียงรายด้วยอะพาร์ตเมนต์ติดกันเป็นแถว ได้ชมชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นตลอดทาง ถ้าแหงนมองขึ้นไปจะเห็นเสื้อผ้าหลากสีตากพาด อันเป็นเสน่ห์ของตรอกนี้ และยังมีร้านขายของชำและร้านอาหารเล็กๆ อยู่ประปราย แต่ถ้าผ่านร้าน Cuoppo ที่ทอดอาหารทะเลและผักตามฤดูกาลใส่กรวยกระดาษ กลิ่นหอมจากกระทะร้อนๆ ยังคงชวนให้ลองแวะชิมแทบไม่หยุดพัก

มื้อกลางวันมุ่งหน้าไปที่ L’Antica Pizzeria da Michele ร้านพิซซาในตำานานของเนเปิลส์ เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1870 ที่ใครๆ ต่างบอกว่า “ถ้ายังไม่เคยมากินที่นี่ ก็เหมือนยังไม่เคยลิ้มรสพิซซาแท้จริง” เมนูมีเพียงสองอย่าง คือ Margherita และMarinara ทุกคำที่กัดไปคือความลงตัวแบบต้นตำรับของแท้

ช่วงบ่าย เดินเล่นในย่าน Via dei Tribunali ถนนสายอาหารที่อบอวลด้วยกลิ่นขนมหวานจากเตา ลอง graffanapoletana โดนัตมันฝรั่งเนื้อนุ่มเคลือบน้ำตาล ระหว่างทางไปตามถนนเส้นแคบนี้ จะเห็นโบสถ์ตั้งอยู่แทบทุกช่วงหัวมุม มีร้านรวงมากมายตั้งแต่จานชามดินเผาลวดลายเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงตุ๊กตาลงสีด้วยมือทุกชิ้น เรียงรายอยู่ในร้านเล็กๆ อย่าง Ferrigno หรือ Di Virgilio ที่ยังคงใช้เทคนิคดั้งเดิมสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ช่วยเติมชีวิตให้บรรยากาศเมืองเก่าเหมือนย้อนกลับไปในศตวรรษก่อน

สถานที่ต่อไปที่จะพาไปชมเป็นความงดงามของ Duomodi Napoli มหาวิหารที่ภายนอกดูเคร่งขรึม แต่ภายในคือศิลปะบาโรกอันวิจิตร เต็มไปด้วยเพดานจิตรกรรมสีทอง และเสาหินอ่อนแกะสลักอย่างประณีต นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง และยังเป็นที่จัดพิธี “ปาฏิหาริย์เลือดนักบุญ SanGennaro” ที่ชาวเนเปิลส์รอคอยกันทุกปี

พอแดดร่มลมตก เราแวะที่ Lungomare Caracciolo ถนนเลียบอ่าวนาโปลี ลมทะเลพัด คลอเสียงคลื่นกระทบหินและเสียงกีตาร์จากนักดนตรีข้างทาง มองออกไปเห็น Casteldell’ Ovo ตั้งตระหง่าน และภูเขาไฟเวซูเวียสทอดตัวอยู่ไกลๆถ้ามีเวลา ลองเดินขึ้นไปบนปราสาท ค่าเข้าฟรี เพื่อมองวิวพาโน-รามาของอ่าว และเมืองทั้งเมืองที่ค่อยๆ ถูกอาบไล้ด้วยแสงสีทองยามอาทิตย์อัสดง

Sorrento – เส้นทางเลียบฝั่งที่งดงามราวภาพโปสต์การ์ด

จากความคึกคักของนาโปลี เรารีบขึ้นรถไฟแต่เช้าตรู่ วิ่งเลียบอ่าวไปทางซอร์เรนโต วิวนอกหน้าต่างสวยจนละสายตาไม่ลง ภาพทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตัดกับภูเขาสูง สวนเลมอนและต้นมะกอกเรียงสลับกันไปตลอดทาง ไม่ใช่อะไรที่จะหาดูได้ทุกวัน

เราเดินผ่านบ้านและอาคารสีพาสเทลที่มีระเบียงไม้เปิดรับแดดยามเช้า ก่อนจะแวะตลาดสดของเมือง ที่นี่คึกคักตั้งแต่เช้าด้วยเสียงคนทักทายกันและกลิ่นขนมปังอบใหม่ลอยมาแต่ไกล แผงผักผลไม้เรียงรายไปด้วยเลมอนลูกโตสีเหลืองสด สตรอว์เบอร์รีแดงฉ่ำ มะกอกดองในโหลแก้ว และชีสก้อน มาเจอคุณลุงเจ้าของร้านเลมอนเชลโลได้รินใส่แก้วเล็กให้ลองชิม “Soloun sorso!” แล้วยิ้มอย่างเป็นกันเอง รสหวานอมเปรี้ยวและซ่าเล็กน้อยทำให้ตาสว่างขึ้นทันที

จากซอร์เรนโต เราต่อรถบัสสายเลียบชายฝั่ง มุ่งหน้าลงใต้สู่เมืองอมาลฟี เส้นทางคดเคี้ยวผ่านภูเขาสูงและหน้าผาริมทะเล วิวข้างทางยังคงสวยไม่แพ้กัน แต่เปลี่ยนจากทิวเลมอนเป็นท้องทะเลกว้างสุดสายตา ระหว่างทางรถชะลอบ้างเป็นระยะให้ได้ชื่นชมหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ลดหลั่นอยู่ตามไหล่เขา และเรือประมงลอยนิ่งอยู่กลางอ่าวอย่างสงบ

ในที่สุดเราก็มาถึงอมาลฟี เมืองต้อนรับเราด้วยเสียงระฆังจาก Duomo di Amalfi โบสถ์ใหญ่สไตล์โรมัน-นอร์มันที่มีบันไดหินสูงเป็นเอกลักษณ์ รอบ Piazza Duomo เต็มไปด้วยคาเฟ่และเจลาเตอเรียนักท่องเที่ยวบางคนถือ delizia al limone (เค้กเลมอนครีม) เดินชมบรรยากาศ บางโต๊ะกำลังเสิร์ฟคัปปุชชีโนกับคอร์เน็ตโตสดใหม่จาก Pasticceria Pansa ร้านขนมเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

เราเดินสำรวจตรอกเล็ก ๆ ที่เรียงรายด้วยร้านขายกระดาษทำมือและของที่ระลึกก่อนมุ่งหน้าไปยังที่พัก จากนั้น ก็แวะที่ MarinaGrande Beach ชายหาดที่คึกคักด้วยนักท่องเที่ยว บ้างนอนอาบแดดบนเก้าอี้ชายหาด บ้างลงเล่นน้ำทะเล เด็ก ๆ วิ่งเก็บเปลือกหอยริมชายหาด แดดยามบ่ายกระทบผิวน้ำจนระยิบระยับราวกระจก ชวนให้หยุดมองอยู่นาน

ค่ำคืนนั้น เราฝากท้องกับร้านอาหารเล็กๆริมทะเล เสียงคลื่นกระทบฝั่งเคล้าไปกับรสชาติของอาหารทะเลสดราวเพิ่งยกขึ้นจากเรือ ทุกคำคือความประทับใจที่ยังอยู่ในความทรงจำ

ก่อนออกเดินทาง เรามุ่งหน้าสู่ Anacapriเมืองเล็กบนเนินสูง ถนนแคบคดเคี้ยวระหว่างทาง ผ่านบ้านสีขาวเรียงรายตามไหล่เขา หลายหลังมีระเบียง ซุ้มประตูโค้งประดับดอกบูเกน-วิลเลีย (เฟื่องฟ้า) สีสด บานสะพรั่งตัดกับผนังสีขาวอย่างสวยงาม จุดเด่นอีกแห่งคือโบสถ์ San Michele ที่มีพื้นกระเบื้องโมเสกถ่ายทอดเรื่องราวสวนเอเดนอย่างวิจิตร หากมองจากมุมสูงจะเห็นลวดลายครบถ้วนราวภาพวาดบนผืนผ้าใบ และจากลานชมวิว Belvedere diMigliara จะเห็นท้องทะเลทอดไกลสุดสายตา

แม้จะเป็นเพียงทริปสั้นๆ แต่กลิ่นอายของอิตาลี ทั้งรอยยิ้มของผู้คน แสงแดดยามบ่ายและรสชาติของอาหาร ยังคงอบอวลอยู่ในใจอย่างไม่มีวันจาง “Arrivederci” จนกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ใต้แสงแดดที่อบอุ่น และเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาแบบอิตาเลียน



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee