Skip to content Skip to footer

ด้วยเหตุที่มีรัก

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ชื่อบทหวานน้ำ ตาลหยด อย่าพึ่งคิดว่าเข้ามาอ่าน Blog ผิด ยังคงเป็นคำสอนจากวิปัสสนาจารย์นักรบ นักบวชขาลุยดุเดือดเลือดพล่านกับกิเลสมาหลายเพลาแล้ว วันนี้ขอสลับภาคหวานรับเดือนแห่งความรักบ้าง แต่…ใจอาจารย์หวานไม่ออกเขียนไปเขียนมา ออกแนวรบมากกว่าแนวรัก ออกแนวหักมากว่าแนวหวานเชื่อม …เอาล่ะจะพยายามหน่อย

“เกลียดวันนี้ที่สุด” 14 กุมภาพันธ์วันวาเลนไทน์ คือวันที่มักได้ยินคำข้างบนเสมอจากมนุษย์ไร้คู่ ผู้มีหัวใจไร้คนรัก วันนักบุญเซนต์วาเลนไทน์ กลายเป็นวันกุหลาบแพง วันคนสวยได้แสดงความพ็อปพิวลาร์ วันคนร้างคู่รู้สึกอับเฉา วันคนไม่งามรู้สึกเกลียดตัวเอง วันคนแฟนเยอะรู้สึกอึดอัด วันพ่อค้าแม่ค้าตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน และเป็นวันที่โลกถูกฉาบด้วยสีชมพู

ปรุงแต่งกันได้เมามัน มหัศจรรย์จริงๆ

ความเอยความรัก เริ่มประจักษ์ขั้นต้นที่หนไหน อาจารย์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาได้อย่างไร รู้แต่ว่า มาทีไร รากงอก ถอนไม่ออก ไล่ก็ยาก ใจโดนกระชาก บางคนช้ำใจตายเพราะรัก และบางคนยอมพลีชีพได้ด้วยเหตุแห่งรัก

เขียนมาหลายบรรทัดแล้วโทนก็ไม่ยอมหวานเลย เอาเป็นว่าอาจารย์จนมุม ขอยกธรรมนิยายอิงชีวประวัติในพุทธกาล ของอาจารย์วศิน อินทสระ ชื่อ พระอานนท์ พุทธอนุชา มาให้อ่านแทนในช่วงที่นางโกกิลาได้หลงรักพระอานนท์ ซึ่งเรื่องนี้หวานแน่ แต่เป็นหวานปนเศร้า เป็นการแสดงให้เห็นแง่มุมของความรักในแบบโลกีย์ แต่กว่าจะเดินทางผ่านมรสุมแห่งใจมาสู่รักแห่งโลกุตระ หัวใจของโกกิลาผู้ปรารถนาในรักก็แทบแตกเป็นเสี่ยงๆ

ความย่อมีว่า นางโกกิลา เป็นนางทาสีหรือนางทาสอันต่ำต้อย ที่ไปหลงรักพระอานนท์ผู้สูงศักดิ์ แม้ยามนั้นท่านจะเป็นพระภิกษุแล้ว แต่ด้วยฐานันดรเดิมที่มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ปุถุชนก็ยังเคารพในฐานันดรศักดิ์เดิม นางโกกิลาหลงรักพระอานนท์ด้วยเหตุแห่งความเป็นผู้มีปิยวาจาอันอ่อนโยนและด้วยกระแสจิตแห่งความเมตตา ที่ไม่ได้แสดงความรังเกียจนางเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ได้พบกันที่ทางเดิน ท่านได้บิณฑบาตขอน้ำดื่มจากไหที่นางแบกมา เมื่อได้สนทนาทำให้นางโกกิลาหลงรักพระอานนท์ทันทีจนเดินตามไปถึงวัดเชตวัน จนพระอานนท์ได้ขอให้นางกลับไปแต่นางกลับตอบว่า

“ข้าพเจ้าไม่กลับ ข้าพเจ้ารักท่าน ข้าพเจ้าไม่เคยพบใครดีเท่าท่าน” พระอานนท์ได้สอนนางถึงเรื่องการพิจารณาคนด้วยโยนิโสมนสิการคือการไตร่ตรอง แล้วกล่าวอีกว่า

“น้องหญิง ความรักเป็นเรื่องร้าย มิใช่เป็นเรื่องดี พระศาสดาตรัสว่า ความรักเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โศก และทรมานใจ เธอชอบความทุกข์หรือ”

“ข้าพเจ้าไม่ชอบความทุกข์เลยพระคุณเจ้า และความทุกข์นั้นใครๆ ก็ไม่ชอบ แต่ข้าพเจ้ามีความรัก โดยเฉพาะรักพระคุณเจ้า”… นางยังกล่าวต่ออีกว่า

“ข้าพเจ้ามีความสุขเมื่อได้เห็นพระคุณเจ้า ได้สนทนากับพระคุณเจ้าผู้เป็นที่รักอย่างยิ่งของข้าพเจ้า รักอย่างสุดหัวใจทีเดียว”

“ถ้าไม่ได้เห็นอาตมา ไม่ได้สนทนากับอาตมา น้องหญิงจะมีความทุกข์ไหม?”

“แน่นอนทีเดียว ข้าพเจ้าจะต้องมีความทุกข์อย่างมาก”

“นั่นแปลว่า ความรักเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้วใช่ไหม?”

“ไม่ใช่พระคุณเจ้า นั่นเป็นพราะการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักต่างหากเล่า มิใช่เพราะรัก”

“ถ้าไม่มีรัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักจะมีได้หรือไม่”

“มีไม่ได้เลย พระคุณเจ้า”

แม้จะพ่ายแพ้ต่อปัญญาของพระอานนท์ แต่นางโกกิลาก็หาได้ถอนใจรักจากพระอานนท์ไม่ นางเพียรทำ ทุกวิถีทางเพื่อจะได้อยู่ใกล้พระอานนท์ กระทั่งได้บวชเป็นภิกษุณี แต่ก็ไม่สมหวัง พระอานนท์ผู้มั่นคงในธรรมยังมิใยดีต่อความรักของพระภิกษุณีโกกิลาแม้พระภิกษุณีจะแกล้งป่วยเพื่อให้พระอานนท์มาเยื่ยม แต่นางก็กลับต้องได้รับความอับอายเมื่อพระอานนท์รู้ทันและได้สอนธรรมแก่พระภิกษุณีว่า

“โกกิลาเอย เมื่อความรักเกิดขึ้น ความละอายและความเกรงกลัวในสิ่งที่ควรกลัวก็พลันสิ้นไป เหมือนก้อนเมฆมหึมา เคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงจันทร์ให้อับแสง ธรรมดาสตรีนั้น ควรจะยอมตายเพราะความละอาย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความละอายมักจะตายไปก่อนเสมอ”

“น้องหญิง บัดนี้เธอมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งแล้ว จงยึดธรรมเป็นที่พึ่งต่อไปเถิด อย่าหวังอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย โดยเฉพาะความรักความเสน่หา ไม่เคยเป็นที่พึ่งจริงจังให้แก่ใครได้ มันเป็นเสมือนตอที่ผุ จะล้มลงทันทีเมื่อถูกคลื่นซัดสาด”

ถ้อยคำ สอนของพระอานนท์แต่ละช่วงแต่ละบท ล้วนเสียดแทงใจพระภิกษุณีนัก ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพระอานนท์มิได้เชื่อในอาการลวงป่วยของนางแม้แต่น้อย นางจึงทำอะไม่ได้นอกจากสะอื้นไห้อยู่อย่างนั้น พระอานนท์ยังคงสอนต่ออีกว่า

“ภคินีเอย อันธรรมดาว่าความรักนั้น มันเป็นธรรมชาติที่เร่าร้อน ถ้ายิ่งมันเกิดขึ้นในฐานะที่ผิด ที่ไม่เหมาะสมเข้าอีก ก็จะยิ่งเพิ่มความแรงร้อนมากขึ้น การที่น้องหญิงจะรักอาตมาหรืออาตมาจะรักเธออย่างเสน่หาอาลัยนั้น เรียกว่าความรักอันเกิดขึ้นในฐานะที่ผิดหรือไม่เหมาะสม ขอให้เธอตัดความรัก ความอาลัยเสียเถิด แล้วเธอจะพบกับความสุขอันปลอดโปร่งอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสูงกว่า ประณีตกว่า”

พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุนี้ และได้ตรัสเตือนพระอานนท์ที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงพระโสดาบันเท่านั้น ซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ ยังละไม่ได้นัก เป็นเพียงผู้มีศีลมั่นคงและขาดจากจิตพยาบาท จึงทรงเตือนไม่ให้ประมาทโดยตรัสสอนว่า

“ธรรมชาติของจิต เป็นสิ่งที่ดิ้นรนกลับกลอกง่าย บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมัน อานนท์ จงเอาสติเป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจ บุคคลผู้มีอำนาจมากที่สุดและควรแก่การสรรเสริญนั้น คือผู้ที่สามารถเอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้ สามารถชนะตนเองได้ พระศาสดาตรัสว่าผู้ชนะตนเองได้ ชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม เธอจงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิด อย่าเป็นผู้แพ้เลย”

ในที่สุด พระภิกษุณีโกกิลา ก็ฝ่าสงครามแห่งความรัก ด้วยการทำศึกกับตัณหาคือความดิ้นรนอยากได้ในอารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา ด้วยการฟังพระธรรมเทศนาและน้อมใจปลดเปลื้องสังโยชน์ คือกิเลสเครื่องร้อยรัดใจทีละชั้นๆ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ตราบใดที่โลกนี้ ยังอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความรักความเสน่หา โลกนี้ก็ยังอัดแน่นไปด้วยสงครามแห่งตัณหา คือความอยากได้ อยากมี อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ รักที่ไม่บริสุทธิ์ ย่อมเจือปนพิษอยู่ในนั้น เพราะดงรักคือดงอสรพิษล้วนๆ นี่ว่าตามปรมัตถธรรมที่เข้าถึงได้ด้วยวิปัสสนาญาณอสรพิษมีจิตหวงแหนอันแน่นแฟ้น และมีความปรารถนาอันร้อนรุ่มอยู่ในนั้น เป็นจิตที่แฝงอยู่ในโลกธาตุของมนุษย์ และนี่คือรักของปุถุชน ดังนั้น ผู้มีรักย่อมมีความร้อนรุ่มใจ แม้ผู้ใดจะสมหวังในรัก แต่ยามที่ต้องประสบกับความพลัดพราก ความทุกข์ใจอันใหญ่หลวงก็จะถาโถมใจ ราวกับการตกจากที่สูง

สงครามของความรักในแบบปุถุชน คือการพยายามครอบครองผู้ที่ตนปองรัก แต่สงครามแห่งรักในธรรม คือการเอาชนะกิเลสตัณหาที่พยายามเหนี่ยวรั้งตนไว้กับการยึดมั่นถือมั่นกับความรู้สึกที่เรียกว่า “รัก”

เบี่ยงทางรักมาสร้างทางสู่ธรรมในระดับสูงบ้าง ไม่ใช่แค่ชวนกันแค่ทำบุญตักบาตรสวดมนต์ไหว้พระ ทำตาหวานใส่กัน ชวนกันภาวนาฝ่าดงรักเพื่อกลั่นรักที่มีให้บริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ เพียรสร้างกำลังใจให้คงมั่น สร้างทางแห่งการสละคืน เพราะใจที่สละคืน คือใจที่ไม่ทุกข์กับการเกาะเกี่ยวสิ่งใดอีกต่อไป

มีศิษย์วิปัสสนาคู่สามีภรรยาวัยเกษียณผู้ศรัทธาคู่หนึ่ง ฝ่ายสามีเป็นผู้มีความเพียรปฏิบัติจนเกิดมรรคผลเป็นอริยบุคคลได้และบัดนี้ท่านได้บวชในบวรพระศาสนา โดยคงบำเพ็ญเพียรปฏิบัติเตโชวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง แม้ภรรยาจะปฏิบัติเช่นกันแต่เป็นผู้ไม่มีขันติเลย ปฏิบัติกี่คราก็นั่งภาวนาได้แค่ครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมงวันนึงเธอก็มากราบถามอาจารย์ด้วยใบหน้าอันเศร้าหมองว่า จะทำอย่างไรให้เธอมีขันติขึ้นมาบ้าง อาจารย์หยุดคิดครู่นึง ก่อนจะบอกเธอพร้อมๆ กับชี้ให้มองไปทางพระคุณเจ้าที่นั่งภาวนาด้วยจิตตั้งมั่นอยู่ในเรือนปฏิบัติว่า “เห็นพระท่านมั้ย”

“เห็นค่ะ”

“อยากตามท่านไปมั้ย ท่านไปไกลแล้วนะ” พูดเพียงเท่านี้เธอก็น้ำตาร่วง อาจารย์พูดกับเธอด้วยความเมตตาและอ่อนโยนว่า

“มองท่าน แล้วนึกถึงท่านให้เป็นกำลังใจนะ เราเป็นคู่บุญคู่ชีวิตต่อกัน วันนี้พบทางแล้ว แม้ท่านจะไปก่อนแต่ใช่ว่าเราจะไปไม่ถึง ระลึกถึงท่านเป็นขวัญกำ ลังใจให้เกิดขันติวิริยะ ช้าหรือเร็วยังไงก็ไปนิพพานด้วยกัน”

เธอมองพระอดีตคู่ชีวิตที่บัดนี้ได้พบปรมัตถธรรมและเป็นผู้ที่จะเข้าถึงพระนิพพานแน่นอน ด้วยหัวใจที่ยากจะบรรยาย น้ำตาก็รินร่วงอยู่อย่างนั้น

“ไปเถิด เพียรเถิด อาจารย์เป็นกำลังใจให้”

วันรุ่งขึ้น เธอมาบอกอาจารย์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี ว่าเธอมีวิริยะและขันติเพิ่มพูนขึ้นมากทีเดียว สงสัยอาจารย์คงส่งพลังจิตไปช่วยเธอเต็มที่ อาจารย์ก็ได้แต่ยิ้ม จะส่งหรือจะช่วยอย่างไรก็ไม่ต้องบอก รู้แต่ว่า คนเรานั้น ขาดอะไรก็ขาดได้ แต่อย่าขาดกำลังใจเมื่อใดก็ตามที่เราขาดซึ่งกำลังใจ ชีวิตไปต่อไม่ได้

ในมุมของความรัก หากมองให้เห็นและใช้ให้เป็น ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ยิ่งได้ ผู้ที่ยังมีรักแต่ไม่สามารถสละคืนความเสน่หาให้เหลือเพียงรักที่มีแต่ความเมตตาได้ ก็ขอเติมความเมตตาให้มากขึ้น ห่วงและหวงให้น้อยลง ใช้ความรักที่มีเป็นกำลังใจให้แก่กันทั้งยามสุขและยามทุกข์ คนเรา รักกันก็เพราะคำพูด โกรธกันก็ด้วยคำพูด คำพูดมีทั้งด้านนุ่มนวลและเชือดเฉือน เช่นเดียวกับความรักที่เป็นได้ทั้งฝั่งสร้างและฝั่งทำ ลาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพลิกด้านไหนขึ้นมา

เพียรพาจิตออกมามองความรักในความจริงเช่นที่มันเป็นไม่ใช่เฉพาะในมุมหวานที่มุ่งแต่อยากจะเห็น ให้รักเป็นเครื่องมือในการเห็นทุกข์ ปัญญาที่ได้จากการมองทุกข์อย่างมีสติและยอมรับมัน มักจะเป็นปัญญาที่ทำให้ได้พบกับอีกปลายทางหนึ่ง ที่นำความสุขอย่างแท้จริงมาให้

มองรักให้เห็นเนื้อแท้ของรัก หากยังไม่พร้อมที่จะหยุดรัก ก็ทำใจให้พร้อมที่ต้องเห็นธรรม เพราะธรรมในความรัก มีปลายทางที่เที่ยงแท้คือการสูญเสียและการจากพราก ไม่ว่าวันนี้จะรักใครหรือรักด้วยฐานะใด ขอให้รักที่ยังคงอยู่ของทุกท่าน เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ทำให้เราเป็นยอดคนแห่งสงคราม เป็นนักรบผู้ชนะความอาลัย ชนะตัณหา และชนะใจตนเองเถิด



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee