
อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
ความโลภเป็นจุดอ่อนของมนุษย์ เป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมในพระศาสนา ผู้มากด้วยอกุศลจิต จึงใช้จุดอ่อนที่คนมักโลภในบุญแสวงหาประโยชน์ในคราบของนักบวช จึงเกิดขบวนการเผยแพร่ธรรมในแบบตัดตอน ให้มุ่งเน้นแต่การทำทาน และหวังเกาะกระแสบุญของผู้อื่นโดยไม่คิดหวังพึ่งตัวเอง เปิดช่องให้คนห่างไกลจากแก่นของคำสอนจนสุดกู่
ยุคไวไฟไฮสปีด ใครอยากสำเร็จในเรื่องอะไร ก็ไปแสวงทางที่คิดว่าตนจะได้ความสำเร็จนั้นโดยง่าย และแน่นอนว่า คนกลัวจนก็เลยมุ่งแต่การทำทาน คนกลัวรวยไม่พอก็มุ่งไปที่การทำทาน คนอยากมีสวรรค์วิมานในภพภูมิต่อไป ก็มุ่งไปที่การทำทาน ทำเพราะเขาบอกว่าทำแล้วดี จะร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไป คำว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ คำสอนที่เคยได้ท่องตอนเด็กๆ ที่แปลว่า ตนเป็นที่ พึ่งแห่งตน อยากสำเร็จสิ่งใดต้องพึ่งตนเอง ต้องเพียรด้วยตนเอง เป็นคำสอนที่คนยุคสมัยนี้ นานทีปีชาติจึงได้ยิน
อาจารย์เคยไปวัดต่างจังหวัดวัดหนึ่งที่อยู่ห่างไกลมาก ทำให้สงสัยว่า อยู่ไกลขนาดนี้จะมีชุมชนเกื้อหนุนพระที่จำพรรษาได้อย่างไร เมื่อไปถึงก็เห็นว่าวัดนี้มีความเจริญพอควร และพัฒนาตนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลายๆ ด้านหน้าก็มีแม่ค้าตั้งถังอาหารอำนวยความสะดวกผู้มาเยือนถวายพระ อาจารย์อยากทำทานให้จิตใจแช่มชื่นบ้าง ก็เลยซื้อไป 1 ชุด ระหว่างที่รอพระออกมาบิณฑบาต มรรคนายกผู้มีน้ำเสียงเนิบนาบสไตล์คนวัดก็พูดออกไมค์เชิญชวนให้ญาติโยมทำบุญ แต่คำเชิญชวนนั้นแสลงใจผู้ปฏิบัติธรรมเช่นเรายิ่งนัก แรกทีเดียวก็พูดถึงเรื่องนิพพาน แต่ผ่านไปไม่ถึงนาที เนื้อความเชิญชวนก็โผล่หางให้เห็น รวมความได้ว่า ท่านทำทานแล้วจะได้สวรรค์ มีวิมานไว้รอในปรโลก
… กิจการค้าขายจะมีความเจริญรุ่งเรือง จะได้มีเงินทองมากมายไหลมาเทมา มากมีไปด้วยบริวาร จะเป็นผู้ที่มากไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ มีลาภยศสรรเสริญ ไปที่ไหนจะมีแต่คนนับหน้าถือตา จะมีบ้านใหญ่โตหรูหราสวยงาม มีรถสวย…
คำที่พรั่งพรูออกมา ล้วนเต็มไปด้วยการส่งเสริมให้เกิดแต่ความโลภโมโทสัน ยิ่งฟังก็ยิ่งชัดว่า วัดนี้ซัดพาคนออกไปจากฝั่งนิพพานยิ่งขึ้น พอจบคำว่า รถสวย เท่านั้น อาจารย์ก็ลุกขึ้นยืน แล้วหยิบกระป๋องไทยทานไปให้ผู้ชายคนหนึ่งโดยบอกว่า ไม่อยากทำบุญแล้ว เลยยกของนี้ให้
จากความรู้สึกอยากทำทานด้วยความแช่มชื่น อาจารย์เดินจากวัดนั้นไปด้วยความรู้สึกสลดสังเวช และสงสารชุมชนที่อยู่ในเขตวัดยิ่งนัก นี่หรือคือสิ่งที่เขาถูกปลูกฝังเข้าหัวทุกเมื่อเชื่อวัน พอนึกอยากไปทำบุญก็เจอแต่ยากล่อมประสาท ที่มีสรรพคุณเพิ่มพูนความโลภ และเพิ่มปริมาณการยึดมั่นถือมั่นให้เหนียวแน่นหนักยิ่งขึ้น
คำสอนของพระพุทธองค์ไม่เคยเสื่อม แต่คนถ่ายทอดนี่แหละคือผู้ทำให้เสื่อม เมื่อคนเสื่อมก็ทำให้ความมั่นคงในพระ ศาสนาเสื่อม หรือพูดสั้นๆ ว่า ศาสนาเสื่อม แม้ใครจะมาถกเถียงว่า ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นคน ท้ายที่สุดผลก็ตกอยู่กับพระศาสนาอยู่ดี
มนุษย์มักหลงลืมไปว่า การทำบุญที่มักเริ่มต้นด้วยการทำทาน ทำไปเพื่ออะไร เพื่อการลงทุน หรือเพื่อการเสียสละ เพื่อแสดงศรัทธา หรือเพื่อการได้มาซึ่งลาภ
ทาน แปลว่า การสละ เป็นการแบ่งปันเพื่อความดีงามของผู้อื่นได้พ้นทุกข์ ไม่ใช่ลงทุนเพื่อประโยชน์แห่งตน
ทานแบ่งเป็น 3 ประเภท
- อามิสทาน หรือวัตถุทาน คือ การให้เป็นสิ่งของที่เกิดประโยชน์ รวมถึงเงินด้วย หากสิ่งของใดให้แล้วไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ถือเป็นทาน
- ธรรมทาน คือ การสั่งสอนธรรม
- อภัยทาน คือ การให้อโหสิกรรมอย่างแท้จริงต่อศัตรูหรือผู้ปองร้ายตน
ทานข้อนี้ ต้องอภัยได้จากก้นบึ้งของใจโดยไม่คิดติดค้างเลย การจะรู้ว่าเราอภัยได้อย่างแท้จริงหรือเปล่า ก็ตรวจจิตตนว่า เรามีจิตปรารถนาดีอยากให้เขาพ้นทุกข์หรือเปล่า หากให้อภัยเพราะ มีคนกล่าวนำแล้วตนกล่าวตามเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ใจไม่น้อม ไม่เมตตาต่อศัตรูเลย นั่นไม่ถือว่าเป็นอภัยทาน ถือว่าเป็นพิธีกรรมท่องอาขยานเท่านั้น
ทานที่เกิดอานิสงส์สูงสุด คือ อภัยทาน เหตุที่สูงก็เพราะ เป็นการละลายอัตตา คือ ความยึดมั่นถือมั่นในความพยาบาท อาฆาตแค้น และอัตตานี่คือแก่นรากที่แกร่งที่สุดที่ยึดมั่นตนไว้ในภพ
ในการให้ทานนี้ ท่านยังจำแนกออกเป็น มหาทาน คือทาน ที่ให้ได้ยาก อ้างอิงจากพระธรรมกิตติวงศ์ ได้แก่
ทานระดับบารมี ให้กำลังสละแรงกายและเวลาของตน
ทานระดับอุปบารมี 3 อย่าง คือ 1. ให้เลือดเนื้อ อวัยวะใน ร่างกายตน 2. ให้ภรรยาของตน 3. ให้บุตรธิดาของตน
ทานระดับปรมัตถบารมี คือ ให้ชีวิตของตน
ทานระดับอุปบารมีและปรมัตถบารมีนี้ เป็นทานของผู้บำเพ็ญขั้นสูง และเป็นทานในระดับของพระโพธิสัตว์
แน่นอนว่า หากเราทำทานกับผู้มีศีลมีธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้ความเป็นอริยบุคคลด้วยแล้ว อานิสงส์จะมากมายมหาศาลไปจนนับชาติภพไม่ถ้วน แต่การจะได้อานิสงส์เช่นนั้น ก็ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อีก เช่น การให้ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ไทยทานนั้นได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ขณะที่ให้จิตใจเบิกบาน ให้ด้วยความตั้งอกตั้งใจ
การที่คนชอบจับความอย่างฉาบฉวย ผู้โลภในบุญอยากได้อานิสงส์ พอมีผู้ “ว่ากันว่า” นักบวชหรือผู้ทรงธรรมนั้นๆ ได้ถึง ความเป็นผู้มีคุณวิเศษ ยังไม่ทันได้ศึกษาอ่านดูปฏิปทาอะไรเลย ก็แห่รีบไปทำทานกับท่าน หากท่านผู้นั้นจิตถึงความเป็นอริยบุคคลที่กิเลสบางเบาแล้ว และการทำทานด้วยเจตนาที่ถูกต้อง เที่ยงตรงก็ย่อมได้อานิสงส์ไป แต่หากไม่ใช่แล้วไปเจอของปลอมเข้า ก็กลายเป็นเหยื่อของพวก18 มงกุฎ
ที่พูดถึงนี่ ไม่ได้หมายถึงไม่ให้ท่านทำทานไว้ การทำทานไว้ เพื่อใจที่หมายสละ อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งยัง เป็นการสร้างฐานเกื้อหนุนชีวิตไว้ เพราะหลักธรรมง่ายๆ ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น หากไม่เคยให้อะไรใครเลย ชีวิตในภายหน้าก็ย่อมประสบความอัตคัดเช่นกัน แต่ต้องทำอย่างมีสติ อย่าโลภในบุญ และศึกษาปฏิปทาของผู้ที่ตนอยากทำทานด้วย ไม่ใช่ว่าแห่ไปตามกัน หากเราเป็นพุทธศาสนิกชน จะต้องคิดอย่างมีเหตุผล เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเน้น ไม่ให้คนเชื่อสิ่งใดอย่างมืดบอด
สิ่งที่อยากเสริมอีกประการเกี่ยวกับทาน คือ ธรรมทาน ในยุคคนประสงค์บุญ แต่ไม่ประสงค์ลงแรง ก็คอยแสวงช่องทางว่า จะทำบุญส่วนใดที่ได้บุญมากๆ พอไปเจอคำว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ” แปลความว่า “การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง” จับความนี้ ก็พิมพ์หนังสือธรรมะแจกกันยกใหญ่ บทสวดมนต์เอย และอะไรต่อมิอะไรมากมาย ที่รับมาจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร การให้โดยที่ผู้ให้ไม่ได้ศรัทธาและไม่เข้าถึงคำสอน ไม่ใช่การให้ธรรมทานที่เกิดจากธรรมที่ตนเห็นแล้ว เป็นเพียงการสั่งพิมพ์หนังสือธรรมแจกตามความเชื่อเท่านั้น ก็อย่าฝันหวานว่าจะเกิด
นี่ก็เพราะความโลภในบุญเป็นเหตุ จึงทำให้การสืบและถ่ายทอดธรรมฉาบฉวย ขนาดคำว่า “ปล่อยวาง” ยังเข้าไม่ถึงกันเลยว่า วางอะไร คิดเขลาๆ ว่า เห็นอะไรไม่ดีอย่างไรก็ปล่อยไป ถ้าคิดเช่นนั้น มีคนเอาถังขยะมาไว้ในบ้าน ก็จงปล่อยวางไป อย่าเอาไปทิ้ง และอย่าไปพิมพ์หนังสือธรรมะแจกใครให้เกิดเป็นการสร้างกระแสการรู้ธรรมอย่างฉาบฉวยอานิสงส์ตามประสงค์
ก่อนจะพิมพ์หนังสือธรรมะแจก ศึกษาธรรมที่ท่านสอนไว้ในหนังสือเสียก่อน ศึกษาแล้ว จิตใจเกิดศรัทธา อยากประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรมแล้วค่อยแจกคนอื่น การให้ธรรมเป็นทานโดยมีศรัทธานำ และให้พอมีความเข้าใจในหลักธรรมบ้าง นั่นจึงถือเป็นธรรมทาน
การเข้าถึงธรรมนั้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เข้าถึงได้เป็นลำดับขั้น เหมือนภูเขาที่ค่อยๆ ลาดชันและลึกลงไปเรื่อยๆ ใช่ว่า จะต้องรอบรรลุอรหันต์แล้วจึงค่อยสอน ขอเพียงให้ได้เข้าถึงในเบื้องต้นแล้ว ก็ให้ ก็ชี้แนะตามภูมิธรรมของตนได้ ไม่ใช่มุ่งแต่แจกหนังสือธรรมะแต่ศีล 5 ข้อยังถือไม่ครบ ยังโกงชาวบ้านเขาอยู่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตก็สอนว่า ก่อนจะสอนอะไรใคร สอนตัวเองให้ได้ก่อน ไปแก้ตัวเองให้อยู่ในศีลในธรรม ทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีก่อน แล้วแสดงออกให้ผู้อื่นได้เห็น นั่นจึงเป็นการแสดงธรรมครบถ้วน ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเลย ไม่ใช่แสดงแค่อักขระ
ยิ่งเขียนก็ยิ่งยาว เอาเป็นว่า ใครทำสิ่งใดไว้ย่อมได้สิ่งนั้น ใครทำสิ่งใดด้วยเจตนาที่ถูกต้องบริสุทธิ์ ผลที่ได้รับก็ย่อมสูงตามเจตนา ใครหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดี ย่อมได้รับผลของเมล็ดพันธุ์นั้น ปลูกผลมะม่วงย่อมได้มะม่วง จะกลายเป็นมะนาวไปไม่ได้
ใครคิดชั่วคิดร้ายต่อผู้ทรงศีลทรงธรรม ก็ต้องรับผลกรรมอันเผ็ดร้อน ใครคิดดี ทำดีด้วยจิตศรัทธา ก็ย่อมต้องได้รับผลอันประเสริฐ แม้ไม่ต้องอธิษฐานขอให้บุญเกื้อหนุนอย่างไร แต่เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ยังไงเสีย บุญก็ต้องสนองอยู่ดี การทำทานจึงควรทำด้วยจิตที่สละ มิใช่จิตที่มักโลภ มองเป็นเรื่องของการลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง และยิ่งโลภมาก ลาภยิ่งหาย
ต่างกับผู้ทำทานด้วยใจ ยิ่งไม่หวังยิ่งได้ เพราะผู้ให้ย่อมได้รับ
—
ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee
