Skip to content Skip to footer

ไหว้บรรพบุรุษอย่างไรให้ได้รับอานิสงส์

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนกำ ลังเตรียมตัวไหว้บรรพบุรุษ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านและบรรพบุรุษทั้งหลาย อาจารย์จึงเขียนบทความพิเศษฝากไว้ให้พิจารณา

อาจารย์มีเชื้อสายเป็นลูกเสี้ยวจีน คือคุณตามาจากแผ่นดินใหญ่หอบเสื่อผืนหมอนใบแท้ๆ เทียว ส่วนฝั่งคุณพ่อและคุณยายก็ไทยแท้ ฝั่งญาติคุณแม่เป็นจีนที่รักษาธรรมเนียมเข้มแข็ง ถึงวันไหว้ก็จะมีการรวมญาติ เด็กๆ สมัยนั้นอย่างอาจารย์ก็มักดีใจที่จะได้กินหมูเห็ดเป็ดไก่และได้รับอั่งเปายามนี้ชีวิตกระจ่างแจ้งในธรรม จึงอยากฝากคำชี้แนะให้แก่ครอบครัวไทยเชื้อสายจีนถึงการไหว้บรรพบุรุษให้ท่านได้รับบุญ ตามหลักพลังงานบุญและกระแสพลังงาน

ความเชื่อที่หลงทาง

ประเพณีความเชื่อเรื่องการเผากระดาษเงินกระดาษทองเป็นรูปรถราหรือเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ รวมถึงการเอาอาหารตั้งโต๊ะไหว้เจ้าและผี เป็นความเชื่อที่หลงทางทั้งสิ้น การทำสิ่งนั้น ดวงวิญญาณบรรพบุรุษรับสิ่งใดไปไม่ได้เลย คนที่รับได้คือตัวคนที่เผาเองนั่นแหละ แต่สิ่งที่ได้ ไม่ใช่รถราเงินทองและบ้านช่องอย่างที่หมายจะให้บรรพบุรุษได้ใช้ในปรโลก หากแต่กลับได้เป็นผงกระดาษดำปิ๊ดปี๋แทน เพราะนั่นคือสิ่งที่เราได้กระทำลงไป คือแปรสภาพสสารจากวัตถุที่มองเห็นไปสู่เถ้าถ่านที่ดำปิ๊ดปี

จากเรื่องบอกเล่าของพระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี ท่านเมตตาเล่าไว้ถึงตาแก่ที่หลงผิดผู้ตายไปแล้วลงไปยังนรกโลก ไปถึงก็หิวโหยไม่มีอาหารอะไรที่กินได้ ตอนเป็นคนก็ไม่เคยให้ทาน วันๆ เอาแต่เผากระดาษเงินกระดาษทองให้บรรพบุรุษ แถมยังท่องอีกว่า… “ทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าได้กินๆ” พอตัวเองเป็นลมตาย ก็มีกระดาษเงินกระดาษทองที่ดำปิ๊ดปี๋กองพะเนินเป็นสมบัติของตน ส่วนบรรดาอาหารต่างๆ ที่เห็นตั้งเรียงรายอยู่ก็กินไม่ได้ ยมบาลบอกว่า… “ไม่ใช่ของเอ็ง เอ็งไม่ได้ทำทานมา ของๆ เอ็งอยู่ที่นี่” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่กองกระดาษไหม้ๆ เหล่านั้น

ทำไมเผากระดาษและเอาอาหารตั้งโต๊ะไหว้ไป จึงไม่เกิดเป็นบุญ?

เพราะการเผากระดาษเป็นเพียงการแปรสภาพวัตถุที่เราสมมติขึ้นมาให้มีคุณค่า หาได้มีคุณประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ผู้ใดเลย ไม่มีผู้ใดได้ประโยชน์จากกระดาษเหล่านั้นนอกจากคนทำขาย สำหรับอาหารนั้นเล่า ผู้ที่เราอุทิศไปให้จะได้รับแค่ทางตาเท่านั้น เพราะขาดกระบวนการสัมผัสด้วยการลิ้มรส หรือเรียกว่าอายตนะทางลิ้น แล้วผ่องถ่ายพลังงานแห่งรสนั้นไปให้ผู้ตายได้เข้าถึงรสชาตินั้น ผู้ที่ตายไปแล้ว จะไม่มีอายตนะที่เป็นกายสัมผัส จะมีแต่จิตวิญญาณที่จะสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่บางเบาในมิติที่เป็นทิพย์ด้วยจิตสัมผัสเท่านั้น การเอาอาหารไปตั้งไว้ให้จึงไม่เกิดประโยชน์อันใด เป็นการคิดอะไรชั้นเดียวแบบผู้ที่ไม่เข้าใจกฎการผ่องถ่ายกระแสพลังงาน

ทำอย่างไรจึงให้บรรพบุรุษได้รับบุญในการเลี้ยงตรุษจีน?

การทำบุญเป็นอาหารหรือทรัพย์ใดๆ ให้แก่คนตายต้องทำด้วยการให้เป็นทานกับคนเป็น แล้วจึงอุทิศบุญนั้นให้แก่ผู้ล่วงลับ การให้นี้คือการให้ทานด้วยจิตเมตตา เป็นมโนกรรมและกายกรรมที่ทำครบถ้วน เมื่อเราเป็นผู้ทำผลที่ได้ย่อมเกิดแก่เรา ทั้งในปัจจุบันคือเกิดความอิ่มใจ และในอนาคตจะเกิดเป็นผลทางมิติทิพย์ คือส่งผลเป็นกระแสพลังงานไว้รอให้เราได้รับบุญส่วนนี้เมื่อตายไปแล้ว คือเมื่อจิตวิญญาณเปลี่ยนที่สถิตจากภพภูมิมนุษย์ ไปสู่ภูมิโลกวิญญาณซึ่งเป็นมิติคู่ขนานที่มีความละเอียดมากกว่า แล้วสิ่งใดที่เรากระทำลงไปเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ก็จะส่งผลติดตามไปเป็นกระแสพลังงานที่มีผลเป็นวิบาก ทั้งกุศลวิบากและกรรมวิบาก … การให้ทานก็เกิดเป็นกุศลวิบากหรือกุศลกรรม จะเกิดเป็นทิพยสมบัติในปรโลก วิญญาณต่างๆ ที่ไปจุติเป็นเทพแล้วมีวิมานและทิพยสมบัติเช่นอาหารต่างๆ ก็เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการให้ทานด้วยจิตที่ปราศจากความโลภในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์

ทีนี้ ต่อเมื่ออยากให้บรรพบุรุษได้รับอานิสงส์แทนตัวเองเราก็สามารถ “ยกสิทธิ์ในการรับบุญ” หรือที่เรียกว่า “อุทิศบุญ” ให้แก่บรรพบุรุษ เป็นการเปิดทางให้ท่านได้มีสิทธิ์ในบุญนี้แทนเรา ทำให้ท่านเข้ามาเชื่อมกระแสพลังงานบุญที่เราทำไว้ ก็จะได้รับอานิสงส์นั้นได้

การให้อาหารแก่มนุษย์ด้วยกัน ที่ไม่ใช่ถวายพระ จะได้อานิสงส์หรือไม่?

ได้รับเช่นกัน แต่จะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้รับอาหาร หรือเรียกว่าขึ้นอยู่กับผู้เป็น “เนื้อนาบุญ”หากผู้รับเป็นคนมีศีลธรรม มีธรรมสูง แม้จะไม่ใช่พระก็เกิดมีอานิสงส์ได้ หรือแม้หากผู้รับไม่ได้มีธรรมสูง แต่ผู้ให้ให้ด้วยจิตปลาบปลื้มยินดี ก็ได้อานิสงส์เช่นกัน เช่นในครั้งหนึ่ง มีเทพบุตรผู้มีบริวารถึง 4,000 ตน มีพระอรหันต์ถามว่า ท่านทำบุญใดมาจึงมีบริวารมากถึงเพียงนี้ เทพบุตรนั้นตอบว่า… “ตอนเป็นเด็ก ข้าพเจ้านำ อาหารไปเลี้ยงเพื่อนๆ ที่จะไปเลี้ยงควายเพื่อทำนาด้วยกัน ตอนเห็นเพื่อนรับอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จิตก็เกิดความปลาบปลื้มยิ่งนัก” จะเห็นว่า ณ นาทีที่จิตเกิดปิติยินดียิ่ง ให้ด้วยจิตที่คิดแต่จะให้ อยากให้ผู้อื่นมีความสุข จิตที่เบิกบานเกิดเป็นพลังงานบุญที่ทำให้เมื่อตายไปได้เป็นผู้มีบริวารมาก

จะทำอย่างไรให้บรรพบุรุษได้รับอานิสงส์จากการรวมญาติในวันไหว้?

หากยังอยากยึดถือประเพณีเดิมอยู่ อยากจะเผาอยากจะตั้งโต๊ะเพื่อรักษาประเพณี ก็ต้องทำใจว่าไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ขอให้ผู้เป็นเจ้าภาพมีความยินดีในการเลี้ยงอาหารแก่ญาติหรือสมาชิกในครอบครัว จากนั้นจึงอุทิศบุญจากการให้อาหารรวมถึงอั่งเปาให้ลูกหลาน อุทิศบุญจากการให้นี้แก่บรรพบุรุษ โดยตั้งจิตว่า … “ขอให้อาหารและทรัพย์ที่ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมให้แก่ญาติพี่น้อง และให้ทรัพย์เป็นทุนแก่ลูกหลานนี้ จงเกิดเป็นทิพยสมบัติให้แก่บรรพบุรุษ ข้าพเจ้าขออุทิศบุญจากการให้ทานนี้ แก่บรรพบุรุษทั้งหลาย”

นี่จึงเป็นการให้ที่เกิดอานิสงส์แก่ผู้ตาย ส่วนวันใดที่อยากให้บรรพบุรุษได้รับอานิสงส์เต็มๆ ก็ค่อยไปทำบุญเลี้ยงอาหารผู้ทรงศีลธรรม หรือเลี้ยงอาหารเด็กหรือผู้ป่วย แล้วอุทิศบุญให้ท่าน ก็จะได้อานิสงส์เต็มที่

ส่วนการอยากแสดงความเคารพเทพเจ้าผู้มีคุณงามความดีทั้งหลาย ก็น้อมใจรำลึกถึงท่านด้วยจิตกตัญญูเทพเจ้าชั้นสูงแม้แต่น้ำดื่มท่านก็ไม่รับ เพียงแค่น้อมจิตรำลึกถึงพระคุณและหมั่นทำคุณงามความดี นี่จึงเป็นการแสดงความเคารพท่านอย่างแท้จริง เรียกว่า เคารพด้วยการปฏิบัติบูชา

สำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยากจะชี้แนะให้เปลี่ยนความเชื่อปล่อยให้ท่านทำไปจะได้สบายใจ อย่างน้อยก็ทำให้ท่านได้รำลึกถึงบรรพบุรุษ ก็เป็นการแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่งดีกว่าไม่รำลึกถึงเลย ส่วนลูกหลานที่ศึกษาธรรมแล้วก็พึงทำหน้าที่แทนผู้เฒ่าผู้แก่ไป นี่คือการประนีประนอม ระหว่างความเชื่อ การเคารพจารีตประเพณี และวิถีที่เกิดประโยชน์แก่ทุกคนอย่างแท้จริง แล้วคนรุ่นใหม่ก็ค่อยๆ นำหลักที่ถูกต้องมาทดแทนการกระทำที่ไม่มีประโยชน์ในภายหลัง



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee