รีเซ็ตชีวิต 360 องศาใหม่ผ่านเลนส์วิปัสสนา

คนบางคนเดินทางไปสู่ความชัดเจนในชีวิตผ่านศรัทธาขณะที่อีกหลายคนไปถึงจุดนั้นได้จากประสบการณ์ตรง จากการตั้งคำถาม ทดลอง และหลงทางอยู่บ้างในระหว่างทาง
สำหรับคุณกีรติ หนองมีทรัพย์ (เก่ง) ช่างภาพมากฝีมือแห่ง สตูดิโอภาพ 425Studio การเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางการเงิน ทำให้เขาเรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อยว่า แม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ และวิธีที่ดีสุด คือ การลงมือทำในขณะที่ตั้งคำถามไปด้วย ด้วยความที่เป็นคนฉลาด ไหวพริบดี ในใจของเขาจึงมักเกิดคำถาม อยู่บ่อยครั้งว่า ทำไมคนนี้เป็นแบบนั้น ทำไมสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น ทำอย่างไรเพื่อไม่ให้สิ่งนั้นเกิด และเพราะคำถามชีวิตเหล่านี้เอง ส่งผลให้เด็กแว๊นวัยรุ่นเลือดร้อน ตัดสินใจหักดิบ ล้มหมากกระดาน ชีวิตทิ้งในวัย 18 ปี เริ่มศึกษาหาความรู้เอง โดยไม่ยอมให้ความขาดมาเป็นอุปสรรค และเข้าสู่โลกการทำงานจริงจัง ก่อนจะสามารถกู้เงินซื้อบ้านหลังแรกได้ในอีก 2 ปีต่อมา
แต่กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่า ชีวิตยังขาดอะไรไปบางอย่าง แม้ว่าชีวิตจะประสบความสำาเร็จและแวดล้อมไปด้วยคนดีๆ จน กระทั่งได้เริ่มฝึกวิปัสสนาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลจากการลอง ปฏิบัติตนตามคำาสอนของพระพุทธองค์ และพ่อแม่ครูอาจารย์ โดยไม่ตั้งคำาถาม ทำาให้เขาพบว่า นอกจากจะได้รับคำาตอบของ ชีวิตแล้ว การตื่นนอนทุกเช้าได้กลายเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเต็ม ไปด้วยความเบิกบานโดยที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังคาดไม่ถึงทราบมาว่าชีวิตวัยเด็กคือสุดเหวี่ยง ไปจนสุดทางก่อนที่ จะวกกลับ 360 องศา
ทราบมาว่าชีวิตวัยเด็กคือสุดเหวี่ยง ไปจนสุดทางก่อนที่จะวกกลับ 360 องศา
สุดจริงๆ ถ้าตอนนี้ผมย้อนกลับไปหาตัวเองตอนนั้นน่ะ ก็คือจริงจริงอ่ะ มันเกิดจากปมในครอบครัว เพราะเราเกิดใน ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ มีปัญหาให้แก้แทบทุกวัน ผู้ใหญ่ทะเลาะกันตลอด ผมจึงเป็นเด็กที่อยู่กับความกดดัน เช่น เวลาเขาทะเลาะกัน เขาชอบหันมาถามมาว่าเลือกใคร แต่เด็กมันไม่สามารถเข้าข้างใครได้ เพราะเลือกข้างนี้ปุ๊บเราจะโดนตีแน่นอน แล้วที่บ้านผมจน ซึ่งจนในความหมายของผมคือ ไม่สามารถกินของที่อยากกินได้ ต้องเก็บเงินก่อน สมัยเด็กๆ อาหารที่ดีที่สุด ของผมคือการได้กินโอริโอ้สัก 3 ชิ้นกับนมสักขวด นี่คือโคตรดี แล้วเราก็จะค่อยๆ กินเพื่อดื่มด่ำกับความอร่อย ตัวผมเป็นลูกคนโต มีน้องสาว 2 คนที่เป็นที่เป็นแม่เดียวกันนะ แล้วลุงก็มีลูก เราโตมาด้วยกัน มันก็เลยเหมือนต้องมีการจัดสรรปันส่วนของกินของใช้
รู้สึกว่าชีวิตอยู่กับความกดดันมาตลอด แต่พอออกไปข้างนอกบ้าน ผมจะมีอิมเมจว่าเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ทำอะไรเป็นตัวของตัวเอง ตอนนั้นเราเป็นที่สนใจของเพื่อนน่ะนะ เลยทำอะไรได้หมด ผมเป็นตัวแทนนักวิ่งระดับประเทศเพราะวิ่งได้ดี สมัยอยู่ม.ต้น ผมได้ที่ 1 ตลอด คัดตัวระดับประเทศได้ที่ 4 เกือบได้ ไปเอเชียนเกมส์ หรืออย่างแข่งวิชาการ ก็ชนะตลอด การเรียนสำหรับผมไม่ใช่การท่องจำ แต่เป็นการทำความเข้าใจในหลักการ ผมจะเป็นประเภทที่ก่อนจะทำอะไร ต้องหาเหตุผล หลักการ ก่อนเสมอ ดังนั้นจึงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
เท่าที่ฟังมาเป็นคนที่ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวทุกครั้งก่อน ลงมือทำ มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า
มันคล้ายๆ กับการทำความเข้าใจโจทย์หรือสูตรในวิชาวิทย์ หรือวิชาเลข ซึ่งไม่ต่างจากโจทย์ในชีวิต แต่ผมจะไม่ไปเสาะหาคำตอบเรื่อยเปื่อย พอผมตระหนักได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ทั้งหมด ก็คิดว่าจะอ่านหนังสือทำไม ในเมื่อผมสามารถศึกษาจากบุคคลคนเดียว ก็ทำให้เราเข้าใจทั้งหมดในชีวิตแล้ว
โดยพื้นฐาน ผมเป็นคนที่สมองคิดของมันเองตลอดเวลา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเลิกงานขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเราเกิดมาในตระกูลที่ไม่ค่อยมีเงินเหมือนอย่างตอนนี้ แล้วเราอยากทำบุญ เราจะต้องแพ้คนรวยทุกชาติไปเลยเหรอวะ แต่ผมจะไม่เคยทำร้ายจิตใจตัวเอง ทุกครั้งที่ผมคิดอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ท้อถอย ไม่รู้สึกว่าแย่ที่เราเกิดในครอบครัวแบบนี้ จะคิดบวกเสมอ ตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร แต่จิตก็ได้คำตอบว่า การทำบุญมันอยู่ที่ใจ ถ้าคนรวย เงินที่เขาทำบุญเป็นเงินสกปรก จำนวนแค่ไหนก็ไม่มีค่า เพราะเจตนาเขามันไม่ใช่ แต่ถ้าเรามีเงินน้อย แต่เราสละด้วยจิตที่ อยากทำบุญไม่ได้ตีค่าที่ความมากน้อยของจำนวนเงิน แต่มันตีค่าจากเจตนาตอนนั้น
จาได้ว่า ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้มีธรรมะอะไรขนาดนั้น แต่พอได้คำตอบก็รู้สึกดีมาก ผมมามืด แต่ผมจะไปสว่าง วันนั้นผมยิ้มเลย ผมบอกตัวเองว่าจิตผมจะต้องเป็นกุศล จะสะสมบุญไปเรื่อยๆ ตอนนั้นอายุประมาณ 20 ปีนิดๆ ตอนนี้รวยไม่รวยไม่สำคัญ แต่รู้แล้วว่าเราจะต้องทำอะไร หลังจากนั้นมา ผมไม่เคยท้อ ไม่เคยน้อยใจว่าเกิดมาจน
ความสนใจด้านจิตวิญญาณหรือศาสนาเริ่มต้นตอนไหนคะ
มันก็มีมาเรื่อยๆ ในเชิงของการตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว จริงๆ บ้านผมอยู่ใกล้วัดเลยแหละ แต่ผมไม่ค่อยศรัทธาเท่าไหร่ เพราะทุกวันเห็นแต่พระเล่นไพ่ พระฉันข้าวนอกเวลา เป็นพระแต่ไม่ทำหน้าที่พระ เราเลยไม่ได้เห็นตัวอย่างที่ดีเท่าไหร่ ในตอนนั้น ผมไม่เคยมองว่าศาสนาพุทธดีเลยนะ ยกเว้นธรรมะของหลวงปู่ชา ที่เปิดฟังทุกวันในวันพระ เวลาฟังธรรมท่าน ผมรู้สึกว่าเป็นธรรมะที่เข้าใจง่าย แล้วผมก็ชอบไปอ่านป้ายคำคมที่ติดตามจุดต่างๆ ในวัด จากตรงนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการได้ธรรมะ
คำสอนไหนของหลวงปู่ที่ประทับใจมากเป็นพิเศษ
การปล่อยวาง คำสอนท่านทำให้เราเชื่อในความดี เชื่อในการสร้างความดี จริงๆ มันสะสมมาเรื่อยๆ คำสอนที่จำได้ แม่นยำเลยคือ ปล่อยวาง แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย มันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านไปเห็นกุฏิพระโดนต้นไม้ถล่มใส่กุฏิพัง แล้วหลวงปู่ท่านก็เหมือนไปถามพระที่นั่นว่า ทำไมท่านปล่อยให้กุฏิมันพังแบบนี้ล่ะ แล้วพระรูปนั้นก็พูดเหมือนกับว่า อ๋อ ผมปล่อยวางครับ หลวงปู่ก็เลยตอบไปทำนองว่า การปล่อยวางมันไม่ใช่การปล่อยปละละเลย มันคือการดูแลรักษา ประมาณนี้นะ คือผมจำไม่ได้ทั้งหมด แต่คำสอนนั้น ทำให้เรา อ๋อ ทันที

ความรู้ความเข้าใจตรงนั้น นำมาต่อยอดกับชีวิตอย่างไร
น่าจะเป็นในแง่มุมการใช้ชีวิต คือ ใส่ใจกับสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันมากขึ้น และมันมีความคิดผุดขึ้นมาว่า ต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ดี ไม่ไปในที่อกุศล ไม่ไปที่อโคจร มันก็จะรอดพ้นอันตราย ต้องบอกก่อนว่า ผมเฮี้ยวมากตอนเป็นวัยรุ่น เป็นคนไม่ดี คบแต่เพื่อนไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีคือการรักษาสัจจะ ตอนเลว ผมก็บอกตัวเองว่าจะเลวให้สุดไปเลยจนเป็นข่าว (หัวเราะ) แต่เดชะบุญ เหมือนผมยังมีบุญอยู่บ้าง เวลาจะเลยเถิด มันจะมีอะไรดึงเราไว้ตลอดว่า อย่าเกินออกนอกวงนะ
ในวันที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนตัวเอง เป็นเพราะตำรวจเริ่มบุกบ้าน ครอบครัวเริ่มเดือดร้อนเพราะพฤติกรรมเราแล้ว ผมจึง ปฏิญาณกับตัวเองตอนนั้นที่อายุ 18 ปี ว่า หลังจากนี้ผมจะเป็นคนดีที่สุด เลิกคบเพื่อนเลวทั้งหมด ผมเริ่มศึกษาหาความรู้เอง ดูว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ค่อยๆ ก้าวไปเรื่อยๆ เริ่มทำงานอยู่ร้านให้เช่าหนัง ค่อยๆ สร้างเครดิตเพื่อให้แบงก์ปล่อยกู้ซื้อบ้านได้ แล้วค่อยๆ เริ่มซื้อเฟอร์นิเจอร์ แอร์ ของใช้ในบ้าน ก่อนจะซื้อรถ เพื่อนผมมาเห็นก็ เฮ้ย มึงค้ายาเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)
ทั้งหมดใช้เวลา 2 ปีจัดระเบียบชีวิต หางานประจำทำ และ รับงานทุกอย่างที่พอทำได้ หาความรู้ด้วยตนเองจากการอ่านหนังสือและฝึกฝนลองทำ ความสำเร็จนี้มาจากการที่ผมรักษาสัจจะ ไม่ใช่กับคนอื่นเท่านั้น แต่กับตัวเองด้วยว่าจะยึดมั่นในความดี
—
ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee
