สิ่งสวยงาม ที่รออยู่
ในความเงียบ

ฉัตรวลัย ไพโรจน์วิทยาภรณ์
กรรมการผู้จัดการโรงเรียนสอนดนตรี คาไว ประเทศไทย
ในสายตาของหลายคน ตารางชีวิตที่เต็มไปด้วยงานบริหาร การขยายธุรกิจ การเดินทางต่างประเทศ และทีมงานที่ต้องดูแล น่าจะเพียงพอให้ใครสักคนอยากกดปุ่มพัก แต่ไม่ใช่สำหรับ คุณฉัตรวลัย ไพโรจน์วิทยาภรณ์ ผู้บริหาร Kawai Music School Thailand ผู้ซึ่งมีคติประจำใจว่า “ทำอะไร ต้องเต็มที่” ตั้งแต่สมัยเรียน เธอคือเด็กสายกิจกรรม จิตอาสาผู้พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนและสถาบันไม่ขาด ทุกสิ่งล้วนทำด้วยหัวใจ 100%
แม้แต่ตอนไปเที่ยว หรือเวลาปาร์ตี้ เธอก็ยังคงคอนเซปต์เดิม คือ ไม่มืดไม่เลิก อันสะท้อนถึงความเป็นคนเต็มที่และรักความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบและเมื่อก้าวสู่โลกการทำงาน ไม่ว่าจะในบทบาทลูกจ้างหรือเจ้าของกิจการ คอนเซปต์ make the most of it ใช้ทุกวันให้คุ้มค่า แต่เมื่อภาระมากขึ้น ความรับผิดชอบทวีคูณ และความเครียดเริ่มก่อตัวขึ้น เธอตัดสินใจถอยหลังกลับออกมา และเลือกทำสิ่งที่ดูเหมือนจะ “ไม่ทำอะไรเลย” คือการหลับตานั่งนิ่งๆ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกเช้าก่อนเริ่มวันใหม่ เพื่อฝึกฝนวิปัสสนา เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจนั้น และสิ่งที่เธอค้นพบจากการฝึกวิปัสสนา คือเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านภายใน ที่ทำให้นิยามความสุข ความสำเร็จ และความหมายของการมีชีวิตต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
จุดเริ่มต้นของการมาสนใจธรรมะและการนั่งวิปัสสนา
อันที่จริง เราเติบโตมาในบ้านที่สนใจธรรมะอยู่แล้ว ตัวตูนเองก็มีโอกาสฝึกนั่งสมาธิด้วยตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่พอเรียน หนักขึ้น เริ่มทำงานก็ห่างๆ ไป จนกระทั่งวันหนึ่ง รู้สึกเครียดมาก เลยเริ่มมองหาทางว่าจะทำาอะไรดีเพื่อจัดการตรงนี้ ก็ไป เจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์วิปัสสนา ที่พออ่านแล้วรู้สึก โอ้โฮ เป็นแบบนี้ๆๆ เราก็แบบโอเค งั้นไปพิสูจน์กันดีกว่าว่า ถ้าฝึกแล้วอารมณ์ลบๆ หรือความทุกข์สะสม อะไรพวกนี้มันจะดีขึ้นจริงๆ หรือไม่
ความเครียดจากการทำงานตอนนั้นขนาดไหน
ตอนนั้นโรงเรียนดนตรีเปิดมาได้ 3-4 ปีแล้ว เป็นช่วงของการขยายธุรกิจ แล้วงานประจำาที่ทำอยู่ก็ยุ่งมาก ต้องเดินทางไป ต่างประเทศบ่อยๆ การปลีกเวลามาเข้าคอร์ส 7 วันนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ก็เลยเอาแค่ 1 วันก่อนก็แล้วกัน พอมาแล้วมันดีมาก จิตใจเราสงบลงจริงๆ
พอคอร์สครบวัน รู้สึกอย่างไรบ้างคะ
ยอมรับว่าวันแรกมีแต่ความสงสัย คำถามมากมายไปหมด เช่น ทำไมเวลาหายใจต้องจดจ่อตรงนี้ล่ะ ทำไมไม่หายใจแล้ว ปล่อยไปเลย แล้วการให้จดจ่ออยู่ตรงนี้มันก็เป็นการบังคับสิคะ เพราะที่เราเคยนั่งมาคือ ให้ตามรู้ทัน มันสบาย แต่ว่านี่มันไม่สบาย นี่มันต้องอยู่ตรงนี้ เป็นต้น แล้วก็จะมีคำถามอะไรทำนองนี้อีกเยอะมาก
ชัดเจนว่าตอนนั่งทรมาน แล้วหลังจากนั่งล่ะคะ
ใช่ๆ ทุกทีเวลานั่ง แล้วถ้ามันได้ผลก็จะรู้สึกสงบ ใจสบาย แต่พอออกจากสมาธิ ก็รู้สึกเบาโล่งขึ้นจริงๆ เลยตัดสินใจทำไปเรื่อยๆ เพราะเป็นช่วงหาความรู้ พอกลับมาบ้านก็ฝึกทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะเราต้องการนั่งให้ได้ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อที่เวลาสมัครคอร์ส 7 วันจะไปได้

ประสบการณ์การฝึกนั่งวิปัสสนา 7 วันครั้งแรก
มันต่างกับตอนที่เราปฏิบัติอยู่ ที่เราบอกว่าเป็นประสบการณ์ ที่รู้สึกสงบและดีมาก มันต่างกัน มันต้องผ่านไปด้วยความทรมานก่อน แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง คือ เวลาครูบาอาจารย์สอนอะไร บอกอะไร ให้ทำตามที่ท่านสอนทุกอย่างก่อน พอเราไปด้วยจิตที่พร้อมรับ จะสามารถเรียนรู้ก้าวหน้าได้เร็วมาก ซึ่งก่อนหน้าที่จะไป ก็ศึกษาทั้งการนั่ง สถานที่ ตัวคอร์สอย่างละเอียด เพราะถ้าเราสงสัยหรือไม่เชื่อใจ ก็จะไม่อยากทำเต็มที่
การสงสัยหรือไม่เชื่อใจ ไม่น่าเป็นปัญหา ถ้าเราพร้อมเปิดใจ
ถูกต้องเลย อยากให้วางประสบการณ์เดิมๆ ก่อนมา และพยายามฝึกนั่งให้ได้ทุกวัน รักษาศีลให้ครบมากที่สุด แล้วจะได้อะไรจากการเข้าคอร์สมากจริงๆ
แล้วสิ่งที่ได้จากการใช้เวลา 7 วันนั่งนิ่งๆ เงียบๆ คืออะไรคะ
สำาหรับตูนนะ สิ่งที่สำาคัญที่สุดที่ได้คือ การเรียนรู้ตัวเองวิปัสสนากรรมฐานพาเราเข้าไปในจิตตนเอง ได้รู้จักตัวเองขึ้น คำสอนของพระพุทธองค์เรื่อง “สังขาร” “โลกธาตุ” มันคือเรื่องจริงตัวอย่างเช่น เราเคยสงสัยว่า ทำไมเราชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนี้ เราเคยสงสัยว่า เรามีนิสัยแบบนี้ บุคลิกแบบนั้น วิปัสสนามันตอบคำถามทั้งหมด ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นปัจจัตตัง ดังนั้น เราทุกคนควรเข้ามาฝึกเพื่อพิสูจน์เอง เพราะอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่พอ
—
ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee
