Skip to content Skip to footer

น้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

คำว่าใจหายคงน้อยเกินไปที่จะกล่าว เมื่อข่าวการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปรากฏบนหน้าสื่อ ทั่วโลกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ทันทีที่สำนักพระราชวัง ประกาศออกไป สื่อต่างประเทศต่างพร้อมใจกันรายงานถึงการเสด็จสวรรคตของพระองค์ พร้อมกับถวายการยกย่องว่า พระองค์ทรงเป็น “ราชินีผู้ทรงอิทธิพลด้านสไตล์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย” และ “หนึ่งในราชินีที่งดงามที่สุดใน โลก” ซึ่งโลกได้สูญเสียไปแล้วอย่างถาวร

แต่สำาหรับชาวไทยค่อนประเทศที่เติบโตภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นี่ คือสัญญาณว่า ร่มโพธิ์ร่มไทรของทั้งสองพระองค์ที่ยังความ อบอุ่นและเชื่อมั่นในหนทางข้างหน้าของพวกเรามาแต่เยาว์วัยนั้น ได้จากไปแล้วจริงๆ

ภาพของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในสายตาชาวโลก คือสตรีสูงศักดิ์ในชุดผ้าไหมไทยงดงาม ประทับยืน เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในงานเลี้ยงรับรองระดับนานาชาติ ความสง่างามและพระราชจริยวัตรที่งดงามของทั้งสองพระองค์ได้ช่วย ยกระดับภาพพจน์ของประเทศไทยในเวทีโลก โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดๆ มากมาย

แต่เบื้องหลังพระพักตร์ที่แย้มพระสรวลนั้น คือความพยายามและความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะทรงทำหน้าที่ของการเป็น “ราชินี” ให้ดีที่สุด ด้วยทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า สถานะของความเป็น “องค์ราชินี” แห่งแผ่นดินนี้นั้น มาพร้อมกับความรับผิดชอบและความคาดหวังมหาศาล หาใช่ชีวิตในร่มเงาของความหรูหรา หากเป็นการทำงานที่เกินขอบเขต พระราชกรณียกิจทั่วไปมาก โดยเฉพาะในเวลานั้น ประเทศไทยกำาลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การเมือง และความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก การดำารงอยู่ของสถาบัน พระมหากษัตริย์จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ หากเป็นเหมือน สายป่านที่คอยประคับประคองประเทศในยามที่เต็มไปด้วย ความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะหันไปทางไหน

กำเนิดองค์ราชินี มารดาของแผ่นดิน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2475 ณ กรุงเทพมหานคร ในราชสกุลกิติยากร เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ทรงเริ่มศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี และย้ายไปศึกษาชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ในปี 2483 พระองค์ยังทรงศึกษาเพิ่มเติมด้านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และมีความสนพระทัยในดนตรีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเปียโน

เมื่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ (พระยศในตอนนั้น) มีอายุราว 2 ปี ขณะที่พี่เลี้ยงอุ้มอยู่นั้นก็มีแขกเลี้ยงวัวเข้ามาทำนายทาย ทัก ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะมีบุญวาสนาได้เป็นราชินีในอนาคต ดังที่ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้เล่าไว้ความว่า

“…วันหนึ่งขณะที่พี่เลี้ยงอุ้ม ม.ร.ว. สิริกิติ์ เดินเล่น พอดีขณะนั้นมีแขกเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นเพื่อนของแขกยามประจำบ้านมาหากัน พอแขกที่มาเหลือบเห็น ม.ร.ว. สิริกิติ์ ก็จ้องมองพร้อมทั้งกวักมือเรียกพี่เลี้ยงขอให้เห็นใกล้ๆ หน่อย เมื่อเข้ามาใกล้มอง ดูสักครู่ก็พูดว่า “ต่อไปจะเป็นมหารานี” พี่เลี้ยงได้ฟังก็ชอบใจ เที่ยวเล่าให้คุณยายและใครต่อใครฟังถึงไม่เชื่อแต่ก็ปลื้มใจ ต่อมาเมื่อ ม.ร.ว. สิริกิติ์ เจริญวัยขึ้น เลยเป็นเหตุให้คุณพี่ชายทั้งสองคนเอามาล้อเลียนเป็นที่ขบขันว่า เป็นราชินีแห่งอะบิสซิเนีย (เอธิโอเปียในปัจจุบัน) บางครั้งถึงกับทำให้ผู้ถูกล้อต้องนั่งร้องไห้ด้วยความอายและเจ็บใจ แต่พี่ชายทั้งสองก็ยังไม่หยุดล้อ กลับเอาเศษผ้าขาดๆ มาทำเป็นธงโบกอยู่ไปมา พร้อมทั้งบอกว่าเป็นธงประจำตัวของราชินี…”

ต่อมา หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวได้รับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ในปี 2491 ซึ่งกำลังศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่โลซานน์ และโปรดเสด็จฯ โดยรถยนต์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มากรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรโรงงานผลิตรถยนต์เสมอ เป็นเหตุให้ทรงคุ้นเคยและต้องพระราชอัธยาศัย กับ ม.ร.ว. สิริกิติ์ โดยเฉพาะเมื่อทรงทราบว่ามีความสนใจในดนตรีเหมือนกัน

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในเดือน ตุลาคมปีเดียวกันนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว. สิริกิติ์ เข้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจำ ต่อมา สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ได้ทรงสู่ขอ ม.ร.ว. สิริกิติ์ และมีพิธีหมั้นเป็นการส่วนพระองค์เมื่อวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2492 ณ โรงแรม วินด์เซอร์ เมืองโลซานน์

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กับ ม.ร.ว. หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จัดขึ้น ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ต่อมา โปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์”

“วันนั้นทั้งชีวิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” คือสิ่งที่พระองค์ทรงตระหนักและมีพระราชดำรัสในภายหลัง สะท้อนความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาของพระองค์ ซึ่งตอนนั้นทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 17 พรรษา กับบทบาทคู่ชีวิตในพระราชา ผู้ที่ต่อมาได้รับการยกย่องว่า เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ และมีพระประสูติกาลทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมีพระชันษาได้ 3 เดือน จึงเสด็จนิวัต ประเทศไทย

ศูนย์รวมดวงใจไทย

พระราชกรณียกิจหลักของทั้งสองพระองค์ในช่วงสิบปีแรกของการครองราชย์จึงเป็นการเสด็จเยี่ยมราษฎรเพื่อศึกษาเรียนรู้แผ่นดินไทยด้วยพระเนตรพระองค์เอง นอกเหนือจากแผนที่และรายงาน ในทุกการเสด็จฯ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะห่างไกลเพียงใดหรือมีเพียงถนนดินลูกรัง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงประทับอยู่ท่ามกลางราษฎรด้วยเสมอ ทรงไถ่ถามความเป็นอยู่ ทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด และทรงใส่พระราชหฤทัยกับทุกปัญหา โดยนางสนองพระโอษฐ์และผู้ติดตามจะคอยทำหน้าที่จดบันทึกพระราชดำริทุกประการ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาการเจ็บป่วยหนัก และขาดอาชีพที่สร้ายรายได้พอเพียงจนตกอยู่ในวังวนหนี้ อันเป็นผลพวงจากการไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาและสาธารณสุข

พระองค์เคยตรัสถึงเรื่องนี้ไว้ในการพระราชทานสัมภาษณ์ กับสำนักข่าวเอพีในปี 2522 พระราชกรณียกิจที่แน่นจนแทบหายพระทัยไม่ทันทุกครั้งที่เสด็จประพาสภูมิภาคต่างๆ ใน ประเทศว่า “ประชาชนในต่างจังหวัดรู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้ง เราจึงพยายามไปหาพวกเขา และอยู่กับพวกเขา”

ในบทสัมภาษณ์กับ BBC ในรายการสารคดี Soul of a Nation พระองค์ตรัสถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไว้อย่างชัดเจนไว้ดังนี้ว่า “พระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับราษฎรเสมอมา พวกเขาเปรียบพระมหากษัตริย์เป็นดังบิดาของแผ่นดิน นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรพระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้าจึงไม่มีเวลาส่วนตัวมากนัก เพราะเราถูกมองว่าเป็นบิดาและมารดาของแผ่นดิน”

ราชินีที่ทรงพระสิริโฉมที่สุดในโลก

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปช่วงทศวรรษ 2500 จึงมีจุดประสงค์ในการแก้ไขภาพพจน์ที่ต่างชาติมีต่อประเทศไทย ท่ามกลางกระแสสงครามเย็นและการเปลี่ยนผ่านของภูมิภาค โดยครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2503 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์

นอกเหนือจากความประทับใจที่ชาวอเมริกันมีต่อทั้งสอง พระองค์ในเรื่องพระปรีชาสามารถที่โดดเด่น พระราชจริยวัตรที่ งดงามและสง่างาม สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงยังทรงขโมยหัวใจชาวอเมริกันนับล้านดวงเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในฉลองพระองค์ที่ใช้ “ผ้าไทย” ร่วมในการออกแบบและตัดเย็บ โดย ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่ความงามของผ้าไทยที่ดำเนินมาจนถึงปี 2543 รวมทั้งหมด 40 ปี ส่งผลให้ผ้าไทยได้รับการยกระดับสู่เวทีโลก

ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปในปี 2503 – 2504 นั้น ทรงสร้างกระแสแฟชั่นระดับโลกที่ต่างชาติเรียกว่า Thai Silk Craze บรรดาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีของโลกจำนวน 2,000 คน ได้ออกเสียงเมื่อวัน ที่ 4 มกราคม 2505 เลือกสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่าทรงเป็นสตรีที่แต่งพระองค์งามที่สุดในโลกผู้หนึ่งในจำนวนสุภาพสตรีของโลกทั้งหมด 10 คน นับเป็นปีที่ 2 ที่พระองค์ทรงได้รับเลือกมาแล้วในปี 2503 และในปี 2508

ผลจากการเสด็จประพาสครั้งนี้ได้ฟื้นฟูภาพลักษณ์ ประเทศไทยจากประเทศล้าหลังอ่อนแอ เป็นประเทศที่กำลังเดินหน้าสู่ความมั่งคั่งอย่างช้าๆ แต่มั่นคง โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ นี่คือพระราชภารกิจ ที่หนักหนาสาหัส ต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีในแง่ของข้อมูล สุนทรพจน์ การประชุมกับภริยาผู้นำประเทศต่างๆ และการแต่งกาย อันเนื่องจากกำหนดการเสด็จฯ ที่เต็มแน่นและใกล้กันของแต่ละประเทศ โดยได้พระราชทานสัมภาษณ์ BBC ถึงช่วงเวลาตอนนั้นไว้ว่า “มันไม่ใช่ทัวร์หรูหรา มันคืองาน งานแท้ๆ ทุกๆ นาที”

จากการเสด็จประพาสสู่โครงการเพื่อความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

จากคำบอกเล่าของคณะทำงานที่ติดตามสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงยามเสด็จประพาสลงพื้นที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงใส่พระราชหฤทัยรายละเอียดในงานอย่างมาก ดังเห็นได้จากการตั้งคำถามของพระองค์ที่ทรง เน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่รายงานการดำเนินงานบนกระดาษหรือจากคำกราบทูลของทีมงาน คำถามที่พระองค์ทรงตรัสถามบ่อยที่สุด คือ “พวกเธอมีข้าวกินไหมลูก” ทำให้ทราบทันทีว่า พระองร์ทรงใส่พระราชหฤทัยเรื่องจริงมากกว่ารายงาน

โครงการศิลปาชีพได้กลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด จนถึงปัจจุบัน ผ้าไหมไทย งานจักสาน และศิลปะพื้นถิ่นจำนวนมากกลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศทั่วโลก จากสถานการณ์หมิ่นเหม่ที่ผ้าไทยเกือบสูญหายเพราะไม่มีใครเห็นคุณค่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กว่า 1,800 รายการยังคงจำหน่ายภายใต้ชื่อมูลนิธิ และเป็นรายได้หลักของครอบครัว ชนบทหลายหมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ

คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ อดีตราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงตรวจงานด้วย พระหัตถ์จริง ไม่อนุมัติถ้ายังไม่พอพระทัย และจะทรงจำาชื่อ คนทำาผ้าแต่ละผืนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ข้าราชบริพารหลายคน ยืนยันว่า พระองค์ทรงมีความทรงจำาเป็นเลิศ สามารถจำาชื่อคน และพื้นที่ที่เคยเสด็จได้แม่นยำา แม้จะผ่านไปหลายปี แม้ในช่วง ที่พระชนมพรรษาสูงแล้ว พระสุขภาพไม่เอื้ออำานวย พระองค์ ยังคงพระราชจริยวัตรดังเดิม เมื่อใดที่เสด็จประพาสพื้นที่ห่าง ไกล จะทรงไต่ถามสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัวอย่าง ละเอียด มักทรงปลดหนี้ให้หลายครอบครัวเพื่อให้เริ่มต้นใหม่ สามารถลืมตาอ้าปากได้ทันที

คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า โรงฝึกศิลปาชีพในสวนจิตรลดา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งปี 2521 นั้น จากที่มาเป็นเต็นท์เล็กๆ ข้างกองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อใช้เป็นที่ฝึกหัดงาน หัตถศิลป์แขนงต่างๆ ที่นับวันจะสูญหาย โดยเฉพาะงานที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ปัจจุบันนี้ได้ขยายเป็นโรงฝึก เปิดสอน 23 แผนก เช่น แผนกเครื่องเงิน–เครื่องทอง แผนกถมทอง แผนกคร่ำ แผนกลงยาสี แผนกแกะสลักไม้ แผนกตกแต่งปีกแมลงทับ เป็นต้น และได้ยกสถานะเป็น “สถาบันสิริกิติ์” ในปี 2553 โดยนักเรียนที่ได้รับโอกาสเล่าเรียนศิลปะเหล่านี้คือบุตรหลาน ชาวนาชาวไร่ที่ยากจน ไม่มีที่ดินทำกิน โดยพระองค์ทรงคัดเลือกเด็กเหล่านี้ด้วยพระองค์เอง

ในส่วนผลงานของสถาบันสิริกิติ์นั้น พระองค์ทรงรับสั่งให้ทำเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นที่มาของ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญของสถาบันสิริกิติ์ ผลงานทุกชิ้นรังสรรค์ขึ้นใหม่ในแผ่นดินรัชกาล ที่ 9 แต่ยังคงรักษาแบบวิธีงานช่างตามจารีตไทย เช่น บุษบกมาลา พระที่นั่งพุดตานถมทอง เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลอง ตรีพิธพรรณบุษบก ฉากปักไหมน้อย เรื่อง อิเหนา หรือ ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทองและหิมพานต์ ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีผลงานหัตถศิลป์อีกจำนวนมาก อาทิ จักสานย่านลิเภา จักสานไม้ไผ่ลายขิด ตกแต่งปีกแมลงทับ แกะสลักตุ๊กตาไม้ เป็นต้น ผลงานทุกชิ้นมาจากลูกหลาน ชาวนาไทยที่พระองค์ทรงคัดเลือกเอง ต่างไม่มีพื้นฐานงานศิลปะ ชีวิตติดลบ บางคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ได้รับการฝึกฝนจนสามารถรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกงดงามระดับนี้ได้ในที่สุด

พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า

พระราชดำรัสข้างต้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการทรงงานร่วมกับพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริหลายร้อยโครงการ โดยโครงการจำนวน มากเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ หรือลุ่มน้ำในพื้นที่ทุรกันดาร

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำ ภายใต้โครงการ “ป่ารักน้ำ” และ “บ้าน เล็กในป่าใหญ่” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2534 แนวคิดของโครงการเรียบง่ายแต่ชัดเจน ให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่ต้องทำลายป่า และให้ป่าดูแลคน เกิดเป็นรูปแบบการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน เป็นที่ทราบกันดีว่า ป่าไม่ใช่เพียงต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ แต่ยังเป็นแหล่งอาหาร วัตถุดิบสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคของคนในชุมชน การบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมาก

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงยังทรงฟื้นฟูศิลปะการแสดงโบราณ โดยเฉพาะ “โขน” ซึ่งเกือบสูญหายไปแล้ว ทรงก่อตั้ง “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ” เมื่อปี 2550 เพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่มีเวทีแสดง และให้เด็กเรียนรู้รากวัฒนธรรมของตนเอง นอกจากนี้ ยังทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในกิจการด้านสาธารณสุข ทรงดำรงตำาแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และ หากเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาสเสด็จฯ ทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศนั้นๆ เพื่อทรงนำมาปรับปรุงกิจการสภากาชาดไทยอยู่เสมอ

เอกลักษณ์ล้ำค่าแผ่นไทย มรดกที่ต้องรักษา

คนรุ่นหลังๆ ส่วนใหญ่มักไม่มีโอกาสเห็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงงานในพื้นที่ อันเนื่องจากพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ แต่กระนั้น พระองค์ยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเบื้องหลัง โดยเน้นการวางระบบให้โครงการต่างๆ ดำเนินต่อไปได้ อาทิ มีพระราชดำริให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับผ้าไทย และประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายของคนไทย

ต่อมา ในปี 2546 สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใช้อาคารหอรัษฎากรพิพัฒน์เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และ เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี 2555 โดยมีวัตถุประสงค์ ในการรวบรวมจัดเก็บรักษาผ้าไทย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดแสดงงานหัตถศิลป์จากผ้าอันทรงคุณค่าของราชสำนัก และผ้าพื้นเมืองต่างๆ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์การทอผ้าของไทยให้คงอยู่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ

คุณหญิงทองกาญจนา ไตรทศประสิทธิ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “ทุกครั้งที่เราจัดนิทรรศการใหม่ เรายังใช้แนวพระราชดำริของพระองค์เสมอ คือ อย่าให้ของเก่าเป็นเพียงของสวยงาม ต้องทำให้คนรุ่นใหม่รู้ว่ามันยังมีชีวิต”

สถิตในใจทวยราษฎร์ ชั่วนิจนิรันดร์

ในปี 2555 สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรง พระประชวรด้วยภาวะพระโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน จึงทรงลดพระราชกรณียกิจลง และประทับรักษาพระอาการในโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ การเสด็จสวรรคต ส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศเริ่มสนใจเรียนรู้พระราชกรณียกิจของพระองค์ คลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจเก่าที่เคยมีคนดูเพียงหลักหมื่น กลับถูกแชร์และดูซ้ำหลายล้านครั้งในเวลาไม่กี่วัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากสารภาพว่า นี่คือครั้งแรกที่เข้าใจว่า พระองค์ทรงงานหนักแค่ไหน หลายคนเพิ่งรับรู้ว่า ครอบครัวตนเองอยู่ในโครงการของพระองค์เช่นกัน และมีรายได้จากโครงการศิลปาชีพของพระองค์ที่ทำให้ครอบครัวมีเงินส่งลูกๆ เรียนจนจบการศึกษา

ผศ. นพ. ภากร จันทนมัฏฐะ แพทย์หลวงผู้ติดตามเสด็จฯ เล่าถึงเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงพับเพียบประทับนั่งกับพื้นหลายชั่วโมงเพื่อตรัสกับพสกนิกรที่มารอเข้าเฝ้าโดยไม่ถือพระองค์ ด้วยทรงทราบดีว่า พวกเขาเหล่านี้มารอรับเสด็จฯ พระองค์ท่านหลายชั่วโมง และส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพียงเพื่อได้ชื่นชมพระบารมี มิได้คาดหวังว่าตนเองจะได้รับพระ กรุณาถึงเพียงนั้น

นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยยิ่งนัก ที่มีพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ทรงทุ่มเททำงานหนักเพื่อยกระดับ ความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศตลอดชีวิตของพระองค์ท่านในทุกยุคทุกสมัย ในบทสัมภาษณ์ที่พระราชทานให้กับสำนักข่าวบีบีซีเมื่อปี 2522 ผู้สื่อข่าวกราบบังคมทูลถามสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงว่า ทรงคาดหวังสิ่งใดจากการทำงานเหล่านี้ พระองค์ตรัสเพียงว่า

“I only hope to help as many people as I can, while I still can.”

และประโยคสั้นๆ นั้นเอง กลายเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาติที่หาที่ไหนไม่ ได้อีกบนโลกใบนี้