Skip to content Skip to footer

ณัฐพงษ์สิริ สุวรรณดี

12 ปี กับเส้นทางสู่ความชัดเจนภายใน

ณัฐพงษ์สิริ สุวรรณดี

Assistant Managing Director of Delivery Management

KASIKORN Business-Technology Group (KBTG)

ในยุคที่คนจำนวนมากกำลังมองหาความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย หันมาสนใจการนั่งสมาธิมากขึ้น แต่มักติดอยู่ที่คำถามว่า “แล้วได้อะไร?” หรือ “ทำไมต้องนั่งทุกวัน?”

วันนี้เราได้พูดคุยกับคุณณัฐพงษ์สิริ สุวรรณดี Assistant Managing Director of Delivery Management KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) ผู้ฝึกวิปัสสนามา 12 ปี จะได้มีโอกาสมาอาสาสมัคร ตำแหน่งอาจารย์ผู้ช่วยสอนในโครงการ Journey to the Mind คอร์สสมาธิ 1 วันของมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เขาไม่ใช่พระ ไม่ใช่ครูสมาธิมืออาชีพ แต่เป็นคนธรรมดาที่ทำงานด้าน IT แต่ชีวิตเปลียนแปลงพลิกขั้ว จากคนที่ชอบออกไปสังสรรค์ในวันหยุดเหมือนคนทั่วไป กลายเป็นคนที่อยากทำทุกอย่างให้ดีและมีประโยชน์ต่อสังคมทุกลมหายใจ โดยจุดเริ่มต้นมีเพียงความสงสัยว่า “ชีวิตมันวนลูปแค่นี้จริงๆ เหรอ เกิด เรียน ทำงาน แต่งงาน แก่ ตาย” จนนำไปสู่การตัดสินใจลงมือค้นหาและพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ในการสนทนาครั้งนี้ เขามาแชร์ประสบการณ์ตรงๆ โดยไม่มีศัพท์บาลีหรือภาษายากๆ แต่เป็นเรื่องราวของคนธรรมดาที่ค้นพบว่า การกลับมาอยู่กับตัวเอง เป็นการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

นับจากปีแรกที่เริ่มออกเดินทางเส้นนี้ก็ประมาณ 12 ปีแล้ว จนล่าสุดได้มีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนฝึกสมาธิในโครงการ Journey to the Mind คอร์สสมาธิ 1 วันของมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิตด้วย รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ปฏิบัติสมาธิมานาน ก็มีความก้าวหน้าพอสมควร มันเป็นสิ่งใหม่ในชีวิตเลย ยอมรับว่าต้องใช้เวลาเตรียมตัวสูงมาก เพราะทุกอย่างใหม่หมด ทุกอย่างต้องมีจังหวะและตรงตามเวลาเพราะทุกกิจกรรมในแต่ละช่วงจะมีวัตถุประสงค์ของ เช่น ช่วงนี้ฝึกสมาธิ ช่วงนี้ฝึกสติ ช่วงนี้ฝึกการจดจ่อ มีการฝึกสติด้วยวิธีการอ่านหนังสือ เดินจงกรมเพื่อฝึกสติในการเคลื่อนไหว เป็นต้น ในคอร์สจะใช้สิ่งต่างๆ มาเป็นตัวเชื่อม คอร์สนี้เหมาะกับคนที่ยังละล้าละลัง ยังไม่ค่อยมั่นใจว่า การเข้ามาทางธรรมคืออะไรกันแน่ แต่ใจลึกๆ ต้องการความสงบ เพราะรู้สึกว่าชีวิตวุ่นวาย

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เทรนด์การนั่งสมาธิมาแรงกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก ในมุมมองของคนที่อยู่ตรงนี้อย่างสม่ำเสมอมายาวนาน อยากให้แชร์ประสบการณ์การเดินทางบนเส้นทางนี้หน่อยค่ะ

ช่วงแรกๆ ที่เริ่มฝึก เป็นช่วงที่กำลังไต่เต้าอาชีพเลย งานยุ่งแบบอดตาหลับขับตานอน ไหนจะต้องแก้ปัญหาระบบให้ลูกค้าแต่ก็พยายามฝืนตัวเองมากๆ ที่จะฝึกตอนเย็นด้วย คือพยายามนั่งให้ได้เช้า-เย็นทุกวัน พอเริ่มทำเป็นกิจวัตรได้ เราเริ่มรู้สึกว่ามีความก้าวหน้า เอาจากตัวเองแล้วกันนะ เราไม่ต้องดูหนังฟังเพลงก็ได้โดยไม่ต้องรู้สึกทรมาน มีความสุขสงบอยู่กับตัวเองโดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งเร้าข้างนอกมากมาย จากเดิมที่ใช้ชีวิตทั่วไปที่พอเย็นวันศุกร์หรือค่ำวันเสาร์จะออกไปสังสรรค์กับเพื่อน พอพอเราเริ่มปฎิบัติธรรม ก็รู้สึกว่าไม่ได้ต้องมีตรงนั้น รู้สึกมีความสุข สนุกสนาน แล้วก็ในการรักษาศีล 5 รู้สึกว่าทำได้โดยแทบไม่ฝืน เดี๋ยวนี้หน้าที่การงานรับผิดชอบมากขึ้น และต้องดูแลครอบครัว เพราะพ่อแม่อายุมากขึ้น ก็จะนั่งวันละครั้ง นอกจากจะไม่ไหวจริงๆ เหนื่อยหรือง่วงจัด

ในชีวิตประจำวัน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ ความคิดการตัดสินใจมันเฉียบคม แล้วทำให้ชีวิตราบรื่นขึ้นมาก ถ้าช่วงไหนไม่ได้นั่งการจัดการชีวิตมันไม่เฉียบคม ซึ่งมันอาจจะเพราะเราวางแผนไม่ดีหรือคิดไม่รอบคอบ เวลาที่พูดว่าราบรื่นนี่ ไม่ใช่แค่ราบรื่นแบบทั่วๆ ไป แต่เหมือนทุกอย่างมันลงล็อกไปหมดเวลาวางแผนจะทำอะไร หรือถ้ามีปัญหาเข้ามา มันก็จะมีอะไรเข้ามาช่วยให้ผ่านไปอย่างราบรื่น หลายครั้งคือผ่านไปได้แบบไม่น่าเชื่อ เช่น อย่างวันนี้ที่นัดสัมภาษณ์แต่เจ้านายก็นัดเข้ามาด้วย ปรากฏว่าเจ้านายยกเลิกเองเมื่อเช้า ซึ่งก็พอดีเพราะเราจะได้ไม่ต้องผิดคำพูด มันเหมือนเราจะมีกองทัพที่มองไม่เห็นคอยช่วยเราอยู่

ก่อนหน้ามีคำถามชีวิต หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่าคะ

มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ที่ค่อยๆ ชัดขึ้น หลังจากที่เราเริ่มเข้าสู่การปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว มันสงสัยว่าชีวิตมันวนลูปแค่นี้จริงๆ หรือ เกิดมา เรียนหนังสือ ทำงานแต่งงาน มีลูก มีหลาน แล้วก็แก่ตาย หรือป่วยตาย ก่อนหน้านั้นก็อ่านหนังสือพวกพัฒนาตนเองมาเยอะ มันคงดีแหละ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ประสบความสาเร็จ คือเขาก็เขียนมาจากประสบการณ์ตัวเองเนอะ แต่มันก็ไม่ได้เป็นบทพิสูจน์ว่า ถ้าทำตามแล้วจะสำเร็จ เพราะมันอาจจะมีปัจจัยอื่น เช่น โชค และสุดท้ายสูตรสำเร็จของคนคนหนึ่งมันไม่ใช่สำหรับคนอื่นๆ เสมอไป

แต่การปฏิบัติธรรมเป็นการทำกับจิตใจเราเอง และโดยพื้นฐานเป็นคนที่เชื่อในพลังความพยายามด้วยตนเอง ค้นหาด้วยตนเอง แรกๆ ที่เริ่มฝึกมันก็ยังไม่ชัด ไม่ค่อยชัวร์หรอก จะไปรู้ได้ไงล่ะว่า ที่อ่านที่ฟังเป็นเรื่องจริง ดังนั้นการลงมาทำเองจึงเป็นการพิสูจน์ที่ดีที่สุด สิ่งที่เราอยากรู้ก็จะได้รู้ ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองจริงๆ

จากที่ได้สัมผัสมา คนรุ่นใหม่มีปัญหาอะไรมากที่สุด

ที่เห็นได้ชัดเลยนะ สมาธิสั้นลงไปมากเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นก่อน คนเจน Z โตมาในสังคมที่เต็มไปด้วยความกดดัน เขาใช้คำว่า Toxic กันเยอะมาก เป็นยุคที่โตมากับ Body shaming และ Bullying กลายเป็นยุคสมัยที่คนขาดความสุขจริงๆ เพราะสังคมรอบๆ เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำไมไม่ทำให้ดีเหมือนคนนั้น เขาประสบความสาเร็จแล้วนะ ทำไมเราไม่สำเร็จจริงๆ พฤติกรรมเปรียบเทียบไม่ได้เกิดแค่ยุคนี้นะ สมัยเราก็โดนเปรียบเทียบ แต่อาจจะไม่รู้สึกอะไรขนาดนั้น เพราะตัวเปรียบเทียบอยู่แค่ในวงแคบ แต่อันนี้มันโดนเปรียบเทียบออกสื่อ ออกโซเชียลกันเลย รู้สึกว่ามันน่าอับอาย เมื่อก่อนการเปรียบเทียบคือกับพี่กับน้อง หรือไม่ก็เด็กข้างบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ทั้งโลกมันรู้หมด

หลังคอร์สทุกครั้งจะมีให้ผู้เข้าร่วมเขียนแสดงความเห็น ก็จะบอกว่ารู้สึกว่าการมาปฏิบัติสมาธิเหมือนให้เขาได้พักจากความวุ่นวาย และที่จริงเบื่อกับการใช้มือถือมาก รวมทั้งเบื่ออาการติดมือถือมากด้วย คนที่มารู้ตัวกันทุกคน เพราะตอนเราเป็น เราก็เพลิน แต่ว่ามันเสียดายเวลาชีวิต มันไม่มีสาระอะไรเลย นี่แหละคือความ Toxic แบบหนึ่ง

สิ่งที่จะค้นพบเมื่ออยู่กับตัวเอง 1 วัน

การมาฝึกสมาธิก็คือการอยู่กับตัวเอง เราจะบอกให้ทดลองปิดมือถือ 1 วันได้ไหม พยายามอยู่กับตัวเอง แต่กิจกรรมก็จะแน่นทั้งวันตลอดทุกช่วง เขาจะไม่มีเวลามาแอบเล่นมือถือ หลายคนบอกตอนหลังว่า ดีจังเลยที่ไม่ต้องวุ่นวายกับมือถือตั้ง 1 วันรู้สึกสงบแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ว่าก็รู้สึกว่าเป็นความความสงบที่เหมือนมันประทับเข้าไปในจิตว่ามันทำอย่างนี้ได้นะ แล้วก็รู้ว่า อ๋อ วิธีฝึกสมาธิมีตั้งหลายแบบ ไม่ได้ต้องนั่งอย่างเดียว ทาอะไรก็ได้ให้จดจ่อ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการเดินก็ฝึกสติได้ เขาก็เดินไปดูมือถือไป ไม่เคยคิดว่าต้องมีสติ



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee