Skip to content Skip to footer

โรงละครในโลกมืด

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

เมื่อมนุษย์ผู้ไม่มีแสงในตัวเอง ถูกดึงดูดให้มาอยู่ร่วมกันในดาวนพเคราะห์ดวงนี้แล้ว ทุกชีวิตก็ต่างดิ้นรน และปรับตัวให้โลกที่ต้องมาติดอยู่ เป็นโลกที่อยู่แล้วมีความสุขชั่วขณะหนึ่ง จึงมีพัฒนาการแสดงสมมติต่างๆ ขึ้นมา ที่เรียกว่า “หนังและละคร” ให้ผู้เข้าไปดูได้หนีความจริงของชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ หลบเข้าไปอยู่ในโลกและเรื่องราวเสมือนจริงชั่วขณะหนึ่ง เมื่อดูจบแล้ว ผู้ดูก็คิดว่าตนได้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง แต่ความจริงแล้ว ผู้ดูล้วนกลับมาสู่โลกแห่งละครชีวิตที่มีตัวเองเป็นผู้แสดง เพราะโลกที่เราอยู่ ไม่มีอะไรที่เป็นความจริงอย่างที่สุดเลย ทุกสิ่งที่ประกอบมาเป็นชีวิตทั้งหมด เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยมีความลวงตามากกว่าจริง เพราะทุกสิ่งที่มนุษย์หลงใหลนั้น เป็นภาพลวงตาที่ตั้งอยู่ได้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เช่น ความสุข ความทุกข์ ลาภ ยศ และสรรเสริญ แม้กระทั่งกายสังขารของตน

เรื่องเล่าจากเซนเรื่องหนึ่ง ชายชาวอินเดียนแดงถูกนำตัวมาขึ้นศาล ก่อนจะให้ปากคำ เจ้าหน้าที่ศาลกล่าวนำให้เขากล่าวคำสาบานว่า

“I will speak only the truth, nothing but the whole truth. – ข้าพเจ้าจะพูดแต่ความจริง และไม่มีอะไรนอกไปจากความจริงทั้งหมด”

ชายผู้นั้นกล่าวว่า “ศาลที่เคารพ ข้าพเจ้าสาบานไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าไม่รู้ความจริงทั้งหมด”

ความจริงที่เขากล่าวถึงในเชิงพุทธศาสนาคือ The Ultimate Truth หรือปรมัตถธรรมของทุกสรรพสิ่งว่า ทุกสิ่งในโลกนี้มีสภาพไม่เที่ยง เป็นอนัตตา คือ ไม่มีตัวตนตั้งอยู่ได้จริง และด้วยความเข้าใจอันนี้ บุคคลย่อมไม่ไปยึดถืออารมณ์ว่า สิ่งเหล่านั้นจะคงอยู่ตลอดไป มันเป็นเพียงการมีอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วจะสลายไป การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา จึงเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง ความทุกข์ของมนุษย์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ คือเอาจิตเข้าไปยึดถือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตน อย่างหมายมั่นว่ามันมีอยู่จริง และจะคงอยู่ตลอดไป เช่น การยึดถือทรัพย์สมบัติก็เป็นความทุกข์ การยึดมั่นอารมณ์สุขและทุกข์ยึดมั่นสถานะทางสังคมอย่างเหนียวแน่น เหล่านี้ล้วนนำความทุกข์มาให้

ชีวิตมักลวงเราให้หลงในสิ่งที่ได้รับมา แล้วเอาใจไปผูกพันอย่างแน่นแฟ้น ความจริงก็คือ สิ่งใดๆ นั้นเกิดขึ้นมาด้วยเหตุ ที่ต่อเนื่องพัวพันชั่วขณะหนึ่ง ตึกอาคารมีขึ้นได้ก็เพราะมีคนสร้าง เมื่อแรกดูใหม่สดใส นานไปก็หมองเก่า ดูน่าหดหู่ ความสัมพันธ์ที่มีต่อบุคคลก็เกิดจากการมีกรรมพัวพันต่อกัน ยศถาบรรดาศักดิ์ก็เป็นผลจากการสร้างเหตุที่ดีไว้ แต่ไม่อาจคงความมีอำนาจอยู่ได้จริง สถานะทางการเมืองและสังคม ก็เกิดจากการมาอยู่รวมกันหมู่มาก จนต้องมีการจัดระเบียบการปกครอง และก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ

เราทุกคนล้วนมีบทบาทอยู่ในบทละครของโลก ตามฐานะที่ถูกกำหนดด้วยบุพกรรม เราต้องเล่นละครไปตามบทบาท เป็นบทละครเสมือนจริงที่มีจุดจบเอาในลมหายใจสุดท้าย แต่จิตไม่จบด้วย จิตยังต้องเวียนวนอยู่ในมหรรณพแห่งวงจรวัฏฏะไม่จบสิ้น จิตไม่อาจถอดถอนความผูกใจในบทละครนั้นๆ เพราะต่างก็ใส่อารมณ์กันมากเกินไป เกิดการอินมาก ถึงเวลาโรงละครเลิก จิตไม่ตื่นตาม ไม่เหมือนตอนเข้าไปดูโรงละครที่มีฉากและแสง สีเสียง โรงละครแห่งชีวิตต่างจากโรงมหรสพ ตรงที่ทุกคนต้องเล่นให้สมบทบาทแต่ละบท ไม่มีผู้กำกับ เราต้องกำกับบทบาทของตัวเอง เพราะมิฉะนั้นจะถูกลงโทษ ทุกบทบาท ทุกคนต้องเล่นเป็นคนดีและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ต้องไม่มีตัวร้ายอยู่ในบท แต่หากมีใครแหกกฎ เล่นบทร้ายเข้า จิตเขาก็จะถูกลงโทษอย่างแรง เล่นจริง เจ็บจริง ถูกลงโทษจริง สำหรับผู้ที่รักษาบทบาทคนดีไว้ได้ บทใหม่ก็จะเป็นบทที่สูงส่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค้นพบว่า สิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มันคือบทละครที่มีกรรมเป็นตัวกำหนด บุคคลที่เมื่อสะสมปัญญาไว้เต็มขั้น เขาจะใช้บทละครนี้เพื่อสืบหาความจริง และเมื่อพบความจริงแล้ว เขาจะเผาโรงละครนั้นทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้มีใครมาเขียนบท บังคับให้เขาต้องเล่นละครแห่งชีวิตอีก

ว่าด้วยชีวิตคือละคร หากเราสามารถถอดถอนอารมณ์ ออกจากบทบาทในชีวิตจริงได้โดยไม่มีความติดค้างใจ ไม่สะสมอารมณ์เก็บกดไว้ในสังขาร โลกแห่งโรงละครใบนี้ คงไม่ขยายใหญ่โต ไปจนมีผู้ร่วมเล่นถึงเจ็ดพันกว่าล้านคนแบบนี้ ต่างคนต่างเล่นละครอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใคร ถอดถอนอารมณ์ออกจากบทบาทนั้นได้ สุดท้ายก็ต้องวนกลับมาเล่นบทบาทที่หนีไม่พ้น ต้องมานั่งร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาไหลพราก ต้องถูกฆาตกรรมด้วยความชรา และบางคราก็ต้องถูกทรมานด้วยความเจ็บป่วย เพราะละครโรงนี้เล่นจริงเจ็บจริง แต่เวลาเลิก เลิกไม่จริงเพราะต้องวนมาเล่นอีกไม่รู้กี่รอบแบบไม่มีวันจบสิ้น จนกว่าจะฉีกทุกบทบาททิ้งไปได้ด้วยจิตที่ตื่นรู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ใดๆ ก็จะไม่มีโรงละครในโลกมืดนี้อีกต่อไป

ข้าพเจ้าไม่อาจบอกทุกคนที่จิตยังไม่เปิดว่า เราควรวางจุดหมายชีวิตสูงสุด ด้วยการเป็นผู้หลุดพันจากวัฏสงสาร ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะปัญญาแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนยังยินดีอยู่ด้วยการเกิด บางคนมองไม่เห็นแม้เพียงเลือนรางว่า ชีวิตนั้นคือภาพลวงตา เหมือนความฝันที่ผ่านไปแล้ว แต่กลับวกมาทำร้ายจิตใจได้ทุกเมื่อ คนส่วนมากจึงใช้ชีวิตอย่างไร้ทิศทางและ ไหลไปตามกระแสสังคม โดยไม่คิดขัดขืนเบี่ยงเส้นทางเดินชีวิต ที่ถูกขีดไว้ด้วยวิถีมายา ต่างหลงติดจม และมุ่งหน้าเดินตามเป้าหมายโลกที่คิดว่านั่นคือความสุขที่แท้จริง ทั้งๆ ที่ความตายรออยู่เบื้องหน้า ความสูญเสียทุกสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ควรเผื่อใจไว้กับการมีเป้าหมาย ที่จะได้เดินตามรอยพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงสักครั้ง

การได้เพียงคิดว่า ทุกคนย่อมมีจุดจบที่ความตายเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอะไร นี่เป็นความคิดที่ถูกครึ่งเดียว คือ ครึ่งของร่างกาย แต่จิตไม่จบด้วย เมื่อถึงความตายแล้วจิตออกจากร่าง จิตดวงนี้จะเดินทางไปสู่ที่ใด ไปที่สูงหรือที่ต่ำ ไปสวรรค์ ไปนรก หรืออบายภูมิ เราได้เตรียมตัวเดินทางอันยาวนานอีกรอบหนึ่งหรือยัง หรือทำเพียงแต่เล่นบทละครในโรงนี้อย่างเมามัน โดยไม่เผื่อใจรับความจริงอีกด้านหนึ่ง

การจะรู้ว่าจิตดวงนี้จะไปดีหรือเลวร้ายเพียงใด ให้สังเกตง่ายๆ โดยไม่ต้องถามผู้มีญาณที่ไหนเลยว่า ลึกๆ ในจิตใจมีความหวาดหวั่นในกรรมที่ตนทำไว้หรือไม่ หรือมีความหนักใจอยู่กับเรื่องใด หากมีความรู้สึกเช่นนั้น อย่าคิดว่าเป็นอุปาทาน หรือคิดเอาเอง นั่นคือสัญญาณที่จิตรู้บอกว่า การเดินทางของจิตต่อจากภพนี้ ไม่ใช่การเดินทางที่ดีแน่นอน พึงหันมาเดินตามทางเพื่อรู้ทางดับทุกข์ ไม่ให้ชีวิตต้องจำนนกับทางตัน

ลองตั้งคำถามดูว่า ตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ เราได้เคยทำความดีอย่างที่สุดบ้างหรือไม่ได้แบ่งปันความดีงามเพื่อผู้อื่นบ้างหรือยัง หรือได้แต่ใช้ชีวิตสุดๆ ไปตามตัณหาที่ผลักดันให้ แสวงหาแต่ความสุข หากมีคำตอบนั้นก็ถามต่อว่า รออะไรอยู่ จะเริ่มได้หรือยัง

โอกาสในการมีลมหายใจของคนคนหนึ่ง สมควรแล้วหรือที่จะมีเพียงเพื่อกิน เที่ยว ทำงาน แสวงหาความสุขอยู่กับครอบครัว ไปจนกระทั่งถึงวันตาย ไม่มีอะไรดีกว่านี้ทำแล้วหรือ

—

ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee