Skip to content Skip to footer

ความสำคัญของความหวาน

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ขณะคร่ำเคร่งนั่งเขียนงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จู่ๆ จิตรู้สึกว่า “ต้องการกินของรสชาติหวานเดี๋ยวนี้”

ความรู้สึกต้องการรับประทานของหวาน ไม่ใช่ต้องการแบบ โลกๆ ที่นึกอยากกินนั่นนี่ แต่นี่ คือคำเตือนของจิตว่า ร่างกายกำลังต้องการพลังงานบางอย่างเพื่อให้มีกำาลังเดินหน้าต่อไปได้

บ่อยครั้งขณะที่หลับตา อาจารย์เห็นในจิตว่ากายกำลังดื่มน้ำ เห็นและรู้สึกถึงกระแสน้ำในมิติทางจิตรินลงมาในคอ แต่ในระดับความเข้มข้นที่ต่างจากการดื่มน้ำจริงๆ มาก…สิ่งที่เห็นเป็น สภาวะสัจจะในมิติพลังงานชั้นละเอียด ที่จิตซึ่งอาศัยเชื่อมอยู่กับกายก็ลงมารู้ว่าสภาวะของกายขณะนี้ว่า เขากำลังต้องการสิ่งใด ซึ่งหากผู้ที่ไม่มีญาณเห็นในระดับสภาวะสัจจะ ก็จะเพียงรู้สึกหิวน้ำ แล้วสักพักก็จะไปหาน้ำดื่ม การเตือนของจิต ทำให้เมื่อกายพักผ่อนพอแล้วก็จะลุกไปดื่มน้ำทันที

วิถีญาณดูจะเป็นเรื่องเหนือวิสัย แต่ก็ทำให้ได้เห็นสภาวะต่างๆ ในมิติละเอียดที่ส่งผลเชื่อมมาสู่กายเนื้ออย่างน่าอัศจรรย์ บ่ายเมื่อวานก็เช่นกัน อาจารย์รู้สึกต้องการทานของรสชาติหวานมาก เพราะกายเขากำลังขาดน้ำตาลที่จะมาเติมความสดชื่น และเติมแรงที่ใช้งานไปมาก น้ำตาล…ดูจะเป็นศัตรูของคนรักสวยรักงามและห่วงสุขภาพเกินเหตุ แต่จริงๆ น้ำตาลหรือของหวาน หากรับประทานอย่างเหมาะสมจะช่วยเป็นพลังให้อย่างดี อาจารย์เคยอ่านบทความที่มีพระรูปหนึ่ง ท่านเอาแต่มุทำงาน โดยไม่ยอมฉันน้ำปานะซึ่งเป็นน้ำผลไม้มีรสหวาน การที่ตึงสุดโต่งเช่นนี้ ในที่สุดท่านก็เป็นลม

อาจารย์เคยมีความเห็นแย้งกับคุณแม่ของหัวหน้าบ้านเรื่องการดื่มน้ำอัดลม เช่น โคคาโคล่า ที่มักดื่มเสมอ ท่านแสดงความคิดเห็นราวกับว่า การจิบน้ำอัดลมเพื่อให้ร่างกายสดชื่นเป็นความผิดมหันต์ต่อร่างกาย โดยบรรยายความเสียหายราวกับกำลังดื่มยาพิษ และสั่งห้ามเด็กๆ ไม่ให้แตะต้องน้ำอัดลม เพื่อให้เกียรติ อาจารย์ไม่อยากโต้แย้งอันใด แต่ได้ข้อคิดว่าคนมากมายในโลก อยู่ด้วยความเห็นอันสุดโต่ง เชื่อทฤษฎีมากกว่าเชื่อความต้องการพลังงานของตัวเอง เขาแยกแยะไม่ออกระหว่างการดื่มเพื่อให้ความสดชื่น กับการดื่มแบบเสพติด… ใดๆ ในโลกนี้ หากมากเกินไปก็มีโทษทั้งนั้น

น้ำผลไม้ให้ความหวานและเพิ่มพลังงานได้ก็จริง แต่ไม่มีพลังในการ Boost หรือเพิ่มพลังงานได้ทันทีเท่ากับน้ำอัดลม บางประเภท อาจารย์ได้รับคำตอบให้แก่ตัวเองในยามที่ร่างกาย ต้องการยกระดับกำลังไม่ให้ถอยเร็วเกินไป โคคาโคล่านี่แหละเหมาะสุด แต่ห้ามดื่มยามที่ท้องว่างเกินไป โค้กช่วยให้ร่างกายได้รับสารทดแทน และกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที จากนั้นจึงรับประทานอาหารอื่นอย่างเหมาะสมต่อไป

ก็เขียนไปตามที่จิตและกายสัมผัส คนที่เลี่ยงการดื่มน้ำหวานหรือเลี่ยงของหวานมากเกินไปทำให้กายเก็บกด และเชื่อมไปสู่จิตที่ถูกเก็บกด ส่งผลทำให้เป็นคนกระด้างเช่นกัน เพราะมัวแต่อดสารอาหารที่ให้ความสดชื่น เพราะห่วงสุขภาพเกินเหตุ พอถูกเก็บกด หาที่ลงไม่ได้ก็ไปเหวี่ยงอารมณ์กับคนอื่น เบียดเบียนจิตใจผู้อื่นด้วยการกระทำและวาจาอันกระด้าง เพราะไม่รู้จะ ไปลงกับใคร เมื่อตัวเองสุดโต่งเอง ไม่รู้จักคำว่า “สมดุล” ผู้ใหญ่ ที่กดดันลูกมากๆ เรื่องนี้ เท่ากับเป็นการขโมยความสดชื่นและชีวิตชีวาไปจากเขา ในยามกลางวันหรือยามบ่ายที่ร่างกายเขาต้องการความสดชื่น การให้เขาดื่มบ้างไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่การดื่มแต่เช้าหรือดื่มมากจนขาดไม่ได้

การขาดความหวานทั้งต่อร่างกายและจิตใจนี่แหละ เป็นภัยแก่ตัวกว่าเรื่องอีกมากมาย การขาดความหวานต่อร่างกาย ก็ทำให้หมดเรี่ยวแรง ต่อจิตใจก็ทำให้รู้สึกหดหู่หม่นหมอง ขาดกำลังใจ การมีปิยวาจาที่ดี ย่อมยังความชื่นใจให้บังเกิดแก่ผู้ฟัง และยังเป็นเครื่องมือสร้างกำลังใจได้อย่างยอดเยี่ยม

ปิยวาจาที่ออกมาจากความจริงใจ น้ำเสียงจะมีความอ่อนโยน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกมีกำาลังใจ ผู้พูดก็จะกลายเป็นผู้มีมิตรมาก เป็นผู้มีโอกาสมาก และยังเกื้อกูลผู้อื่นได้อย่างมีพลัง

ปิยวาจา คือ การพูด ซึ่งรวมถึงการเขียนหรือแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำาที่ไพเราะ อ่อนหวานหรืออ่อนโยนและจริงใจ ไม่พูดด้วยความกระด้าง ไม่ใช้คำหยาบคาย ก้าวร้าว ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ในธรรมข้อ สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรม แห่งการสงเคราะห์เกื้อกูล และยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน มีหลัก 4 ประการคือ 1. ทาน 2. ปิยวาจา 3. อัตถจริยา (การประพฤติ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น) 4. สมานัตตตา (การเป็นผู้มีความเสมอ ต้นเสมอปลาย)

ปิยวาจามีความสำคัญรองจากการให้ทานทีเดียว หากไม่อาจเกื้อกูลด้วยการให้ทานได้ ก็ยังเกื้อกูลด้วยปิยวาจา

ปิยวาจาต้องประกอบด้วย การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ บางคนติดการพูดคำหยาบคาย หรือพูดจาด้วยน้ำเสียงกระด้างโดยไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง ได้แต่อ้างว่า ฉันเป็นของฉันแบบนี้ นี่คือผู้ที่ไม่รู้จักฝึกตนเอง

ปิยวาจาที่ออกมาจากจิตใจ แม้เป็นเพียงการขานรับคำเดียว ผู้ฟังก็มีกำลังใจมากมาย

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระปิยมหาราชทรงตรอมพระทัย ด้วยเกรงว่าสยามจะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในวิกฤตการณ์ รศ.112 พระองค์ไม่เสวยพระกระยาหารและพระโอสถ ถึงขั้นตรัสว่า หากสยามสูญสิ้นเอกราช พระองค์ก็จะสิ้นพระทัยไปด้วย พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์คำกลอนถวายเป็นเครื่องปลอบพระทัย และถวายกำลัง พระทัยแก่พระองค์ว่า หากเมื่อทรงแก้ไขอย่างดีที่สุดแล้วไม่รอด ก็ถือเป็นกรรม

“แก้รอดตลอดฝั่ง จะรอดทั้งจะชื่นชม
เหลือแก้ก็จำจม ให้ปรากฏว่าถึงกรรม
ผิวทอดธุระนิ่ง บวุ่นวิ่งเยียวยาทำ
ที่สุดก็สูญลำ เหมือนที่แก้ไม่หวาดไหว
ผิดกันแต่ถ้าแก้ ให้เต็มแย่จึงจมไป
ใครห่อนประมาทใจ ว่าขลาดเขลาและเมาเมิน
เสียทีก็มีชื่อ ได้เลื่องลือสรรเสริญ
สงสารว่ากรรมเกิน.. กำลังดอกจึงจมสูญฯ”



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee