Skip to content Skip to footer

จูนจิตให้ถูกคลื่น เปลี่ยนชีวิตให้ทรงพลัง

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

มีคนมาปรึกษาด้วยความหม่นหมองใจว่า เขาไม่สามารถหยุดคิดเรื่องที่เป็นลบได้ เขาได้แต่คิดกังวลใจต่อสิ่งที่คาดหวัง และคิดวนต่อสิ่งที่เข้ามากระทบใจที่ทำให้จิตขุ่นเคืองใจ และยิ่งคิดก็ยิ่งหยุดไม่ได้จนจิตตก

อาจารย์บอกว่า อาการเช่นนี้เป็นเพราะจิตไม่ได้ฝึกฝน และไม่เข้าใจเรื่องสนามพลังงาน

โลกนี้เป็นสนามพลังงาน จิตก็เป็นสนามพลังงาน เมื่อเราปล่อยให้จิตเปิดช่องหรือคลื่นความถี่ไปสู่กระแสลบอยู่เสมอ คลื่นนี้จะถูกโน้มดึงไปด้วยคลื่นแม่เหล็ก เกิดการจูนกระแสที่เป็นลบอื่นๆ ถาโถมตามมาเป็นพรวน แล้วคลื่นเหล่านี้ก็จะยิ่งกดทับจิตให้จมอยู่ในลักษณะคลื่นแบบเดียวกัน เหมือนเราเปิดวิทยุคลื่น FM 88 คิดว่าแค่อยากฟังเพลงเพลงเดียว แต่คลื่นนี้เป็นคลื่นเพลง พอฟังเพลงเพลงหนึ่ง ก็เลยไปต่อด้วยอีกเพลงและอีกเพลง จนกลายเป็นติดอยู่ด้วยคลื่นความถี่ชนิดนี้ เช่นเดียวกันกับการคิดวน คิดแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องร้ายหลักที่คิดอยู่ก็กลายเป็นสะพานเชื่อมเรื่องอื่นเข้ามาสู่จิต ทำให้จิตหม่นหมองหนัก ออกไปจากย่านความถี่นี้ไม่ได้ หากไม่รู้จักปล่อยวาง

การคิดแต่เรื่องร้ายๆ นอกจากจะทำาให้ไปเจอคนร้ายๆ แล้ว ก็ยังผลักดันตัวเองให้ไปอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำาบาก เช่น เมื่อ โมโหร้าย ทำาลายข้าวของ จิตขาดสติ ก็เดินไปชนข้าวของ หกล้ม หรือขับรถชนคนอื่น เพราะถูกกระแสลบรุมถล่มใจ กว่ากระแสนี้ จะอ่อนตัวลง กายและจิตก็อ่อนล้า บางคนถึงกับล้มลงกับพื้นที เดียว

เช่นเดียวกับการคิดในสิ่งที่ดี และแม้แต่จะเป็นเรื่องที่ไม่ดี หากแต่ฝึกคิดกลับด้านว่า เรื่องใดๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย คือการให้จิตได้มีบททดสอบทั้งสิ้น ให้ตั้งจิตไม่ให้ส่งกระแสร้าย คิดแต่มุมดีว่า เราได้มีบททดสอบ หรือที่เรียกว่า คิดบวก (Positive Thinking) จิตก็จะโน้มนำเอาแต่พลังดีๆ เข้ามาสู่จิต นอกจากทำให้จิตไม่ตกแล้ว คลื่นจิตที่เราส่งออกไปก็จะนำให้มีเรื่องดีๆ คนดีๆ เข้ามาสู่ชีวิต เพราะเป็นการโน้มดึงด้วยคลื่นความถี่ชนิดเดียวกัน เช่น เมื่อเขียนหรือส่งความคิดดีๆ ไปสู่โลก คนมาอ่านก็รู้สึกเย็น ไม่ร้อนรุ่มใจ จากเรื่องในชีวิตที่ร้อนอยู่แล้ว พอเราเป็นคนส่งเรื่องดีๆ แบ่งปันให้โลก ก็ทำให้ได้มีมิตรดีๆ จากมิตรผิวเผินทางอากาศ เช่น ทางโซเชียลมีเดีย ก็กลายมาเป็นมิตรที่เกื้อกูลชี้ทางชีวิตและทางกุศล ต่อสะพานยาวไปถึงชี้ทางไปนิพพานก็มี นี่ก็เกิดด้วยพลังของการคิดบวก และความเข้าใจในการอยู่ในสนามพลังงาน

การจะทำเช่นนี้ได้ ต้องหมั่นพากเพียรฝึกฝนจิตจนกลายเป็นนิสัย จะฝึกเล็กๆน้อยๆ เป็นแฟชั่นเหมือนยุคหนังสือคิด บวกขายดีไม่ได้ เพราะชีวิตไม่ใช่แฟชั่น แต่แฟชั่นอาศัยชีวิตมาสร้างกระแส หากเราอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงจัง ต้องปักหลักแก้อย่างจริงใจ สำหรับบุคคลที่ถาม เป็นผู้ที่นั่งภาวนาเพียงเล็กน้อยแต่นั่งสม่ำเสมอ ไม่ได้ฝึกสติสัมปชัญญะในการใช้ชีวิตทั่วไป อาจารย์ได้ชี้แนะว่า “คนเราไม่อาจนั่งหลับตาภาวนาได้ตลอด เพราะการหลับตาภาวนาไม่ใช่ชีวิตจริง เป็นเพียงช่วงเวลาในการเคี่ยวกรำจิตให้มีกำลังขึ้นมา ต่อเมื่อมีกำลังแล้วแต่ไม่สร้างกำแพงรั้วกั้นไม่ให้ความคิดไม่ดีแทรกเข้ามาได้ ไม่นานจิตก็จะตกอีก การจะไม่ให้จิตหม่นหมองจึงต้องฝึกความมีสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถควบคู่ไปด้วย คือ การฝึกความรู้ตัว รู้ให้ชัด เมื่อรู้ชัดก็จะนำไปสู่การรู้ทันว่ามีอะไรมากระทบจิต ก็จะรู้ตัวได้เร็วว่านี่คือกิเลส เมื่อจิตไม่ไปทำปฏิกิริยาปรุงแต่งเพิ่ม แค่รู้ว่าโกรธ รู้ว่าไม่พอใจ รู้ว่าจิตกำลังริษยาอยู่ รู้อย่างเดียว ไม่ไปทวีความรู้สึกให้กลายเป็นอารมณ์ขึ้นมา ไม่นานความคิดเหล่านี้จะตายไป เพราะมันเป็นคลื่นพลังงานที่ตั้งอยู่ไม่ได้นาน

“หากเราไม่เปิดประตูรับ อย่างมากก็แค่ยกพวกมารุมได้หน้าบ้าน แต่เมื่อไม่เปิดประตูบ้านรับเสียแล้วก็เข้ามาไม่ได้ ด้วยกำลังของสติสัมปชัญญะ จิตก็จะไม่ไปเพิ่มพูนความทุกข์ ขณะเดียวกันก็จะมีกำลังยิ่งขึ้น ทั้งในการภาวนาและในการใช้ชีวิตจริง”

การจะฝึกสติให้รู้อย่างเดียวโดยไม่ปฏิบัติวิปัสสนาจะเป็นเพียงการได้แต่มีสติ แต่ไม่เอาสติพุ่งชนเป้าหมาย เพราะสติเป็นเพียงรั้วกั้นกิเลส ไม่ได้มีกำลังในการถอนรากกิเลส ดังนั้นหากอยากหลุดพ้นต้องทำทั้งสองอย่างประกอบกัน อย่าลอยตัวแค่รู้ในชีวิตประจำวัน ต้องแบ่งเวลามาภาวนาด้วย



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee