Skip to content Skip to footer

กรรมจากความโลภในธรณีสงฆ์

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

เร็วๆ นี้ บ้านเมืองเรามีเรื่องมากมาย เรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่าคนบาปหนา เขามีวิธีคิด พูด และทำยังไงก็หนีไม่พ้นเรื่อง ป้า…ที่เป็นแนวหน้าทวงธรณีสงฆ์ มีประโยคหนึ่งที่เห็นพาดหัวข่าวว่า

“ก็คนให้ตายไปแล้ว สิทธิ์และอำนาจใดใดก็ไปแล้ว”

ข้อถกเถียงนี้ไม่ต้องถึงนักกฎหมายก็รู้ว่า ก็ในเมื่อเจตนาตอนมีชีวิตอยู่ท่านให้ไว้ยังไง ตายแล้วก็ต้องรักษาเจตนานั้นไว้ เขาถึงเรียกว่า “พินัยกรรม” ที่หมายถึง คำสั่งครั้งสุดท้ายของบุคคลซึ่งแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเอง หรือ กิจการต่างๆ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายเมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตลง สิ่งที่ก่อเกิดเป็นพินัยกรรมนั้นคือเจตนา เห็นแล้วก็ได้แต่สังเวชใจว่าเป็นจริงหรือนี่ ในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้เห็นว่า แค่การที่เราไม่ต้องเข้าไปมีวงโคจรร่วมกับคนเช่นนี้ ก็จัดว่ามีวาสนาประการหนึ่งแล้ว เพราะจะได้ไม่ต้องจมลงนรกขุมลึกยาวนานเป็นพุทธันดร…

มาดูผลกรรมของความโลภอยากได้ธรณีสงฆ์กัน เป็นเรื่องราวจากประสบการณ์แดนทิพย์ของเด็กหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่ง ที่เป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงกฎแห่งกรรมอันเที่ยงแท้

วันหนึ่ง ชายหนุ่มเกิดอาการไข้หวัดและแน่นหน้าอกจนหมดสติหลับใหลไปร่วม 18 ชั่วโมง จนครอบครัวและชาวบ้านเข้าใจว่า เขาเสียชีวิตแล้ว และกำลังช่วยกันเตรียมโลงศพเพื่อรดน้ำศพ ทว่าในมิติลี้ลับ กายทิพย์ของเขากลับเดินทางท่องไปบนรถไฟสู่อีกภพภูมิอย่างน่าอัศจรรย์

ระหว่างทาง เขาได้พบเรื่องราวแปลกประหลาด ก่อนจะไป พบกับ “ตาแป๊ะ” เพื่อนบ้านผู้ล่วงลับ กำลังยืนหลังงองุ้มแบกแผ่นดินเหนียวกว้างสองศอก ยาวสองวา ด้วยความทุรนทุราย ตาแป๊ะเล่าว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิต ตนมีที่ดินติดกับเขตวัด ด้วยความโลภจึงแอบขุดขยายเขตล่วงล้ำที่ธรณีสงฆ์ทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเสียชีวิต วิญญาณจึงต้องมารับโทษทัณฑ์แบกแผ่นดินหนักอึ้งนี้วางไม่ลง ตาแป๊ะจึงฝากให้เขาช่วยบอกลูกสาวให้นำที่ดินผืนนั้นกลับมาถวายวัดเพื่อไถ่บาป

ทันใดนั้น ชายร่างใหญ่ผู้พิทักษ์ได้ส่งตัวเขากลับสู่ร่างเดิม ชายหนุ่มสะดุ้งฟื้นขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของคนรอบข้าง รุ่งเช้าเขาจึงรีบไปแจ้งเรื่องทั้งหมดแก่ “เจ๊ม่วย” ลูกสาวของตาแป๊ะ เธอรับฟังด้วยความสะเทือนใจ และรีบดำเนินการโอนที่ดินคืนให้แก่วัดตามคำขอร้อง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้ม่วยฝันเห็นบิดาสวมชุดข้าราชการจีนโบราณ สีหน้ามีความสุข บอกว่าตนพ้นทุกข์แล้ว พร้อมย้ำเตือนให้ลูกหลานหมั่นสร้างบุญกุศลและละเว้นความชั่ว

เหตุใดความโลภอยากได้ธรณีสงฆ์จึงบาปหนักกว่าการอยากครอบครองที่ดินคนอื่นๆ โดยมิชอบ

นั่นก็เพราะ ทรัพย์สินของวัด หรือ “ธรณีสงฆ์” คือสมบัติของพระพุทธศาสนา ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำหน้าที่ส่งต่อ และสืบสานคุณธรรมความดี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นแสงสว่าง และเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์และแก่โลก ธรณีสงฆ์จึงเป็นทรัพย์ทางโลกและทางมิติทิพย์ที่ทรงคุณค่าอเนกอนันต์ แม้เพียงได้เห็น “ป้ายชื่อ” หรือป้ายบอกสถานที่ว่า นี่คือวัดหรือสถานธรรม ผู้เห็นป้ายก็จะรู้สึกสงบและใจสว่างขึ้น ด้วยรู้ว่าสถานที่นี้ “ให้ที่พึ่ง” ไปจนถึงพระพุทธศาสนาดำรงอยู่ ณ ที่นี่ บุญบังเกิดแล้วทันที

บุญจะเกิดมากยิ่งขึ้นเมื่อได้เข้าไปด้วยความเคารพ และได้ศึกษาปฏิบัติธรรมจนเกิดศรัทธา ยิ่งหากมีพระสงฆ์องคเจ้ามีวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใส วัดดูงามสะอาดตา มีการปฏิบัติศาสนกิจ ไปจนถึงบำเพ็ญภาวนาเป็นนิจ ผู้คนจะยิ่งเลื่อมใส ส่งผลให้อานุภาพแห่งบุญก็จะยิ่งเพิ่มพูน แต่หากผู้รับทำให้รกร้างจากการอบรมบ่มเพาะความดีงามไปจนถึงสืบพระศาสนาอันเหมาะควร อานุภาพแห่งบุญก็น้อยลง และเป็นอกุศลแก่ผู้รับเหมือนกันที่ไม่ได้ทำตามเจตนาของผู้ให้

ธรณีสงฆ์อันเป็นที่ตั้งของศาสนสถาน จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็น “ปุญญักเขตตัง” หรืออาณาเขตแห่งบุญที่ส่งต่อไป สืบเนื่องไปจนกว่าจะสิ้นพระพุทธศาสนาในแต่ละพุทธันดร ในทางกลับกัน หากมีผู้ใดคิดเขมือบธรณีสงฆ์ ผลกรรมก็จะหนักหนาสาหัสสากรรจ์ เพราะปิดกั้นทางแห่งความดีงาม ปิดกั้นบุญกุศลของผู้ถวายที่ดินเพื่อสืบพระศาสนา แล้วยังปิดประตูไม่ให้มีผู้เข้ามาสู่ศาสนสถานนั้นๆ ไปจนถึงปกปิดทรัพย์ของสาธุชนที่บำรุงวัดก่อนหน้านี้ มิให้ได้รับประโยชน์จากการทำนุบำรุงพระศาสนา เพราะทรัพย์นั้นถูกแปลงเป็นอื่น

กรรมหลายกระทงนี้ จึงเป็นกรรมหนักกรรมใหญ่ ที่อัดแน่นอยู่ในจิต ทำให้เมื่อตายแล้วจิตจะต้องดิ่งลงนรกทันที เพราะของหนักย่อมตกลงสู่เบื้องล่าง ทำให้จะต้องตกนรกหมกไหม้ไม่ต่ำกว่าอายุของพุทธันดร หรืออายุในพระศาสนาของพระพุทธศาสดาแต่ละองค์ และหากกรรมหนักมากก็จะจมนรกนานกว่านั้น เศษกรรมจะส่งผลให้ไปเกิดเป็นเปรตที่ทุกทวารถูกปิด มีแต่ปากเท่ารูเข็ม หากถึงคราได้รับความเป็นมนุษย์อีกครั้ง ก็จะมีร่างกายพิกลพิการน่าเวทนายิ่ง

เรื่องที่อยากฝากให้พิจารณาแก่ผู้ใจบุญทั้งหลาย

อาจารย์อยากฝากไว้ในมุมมองของการยกทรัพย์สินหรือที่ดินให้เป็นของวัดหรือของสาธารณกุศลว่า “ผู้จะยกให้” พึงทำให้ชัดเจน ทำให้เป็นลายลักษณ์อักษร บอกกล่าวลูกหลานให้ชัด ถึงเจตนารมณ์อันเป็นกุศลให้ยินดีในบุญของตนด้วย อย่าให้ลูกหลานที่ในกาลข้างหน้าอาจถูกครอบงำด้วยความโลภ ต้องมาติดบาปกรรมสาหัสจากศรัทธาของผู้ให้ จะได้ปิดประตูบาปที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ศรัทธาส่วนตนควรมาพร้อมความเมตตาต่อครอบครัวเช่นกัน หาไม่แล้วเวลาตายไปจุติเป็นเทวดา แล้วเห็นในโลกทิพย์ว่า ลูกหลานตกนรกหมกไหม้เพราะรวมหัวกันร้องเรียกเอาธรณีสงฆ์คืน มันก็สลดสังเวชใจ

อาจารย์มีลูกศิษย์จะขอมอบตึก 4 ชั้น กว้างขนาดตึกแถว 3 ห้องติดกันให้มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิตของอาจารย์เพื่ออบรมธรรมะ อยู่ที่อ่อนนุช มูลค่าตอนนั้นไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท อาจารย์ไม่กล้ารับ เพราะเกรงความไม่แน่นอนในน้ำใจมนุษย์ แม้ลูกศิษย์มีศรัทธา แต่ญาติๆ พี่น้องในกาลข้างหน้าก็ไม่รู้จะเป็นยังไง ทรัพย์ยิ่งมีมูลค่ามากยิ่งน่ากลัวเหมือนอสรพิษ จึงปฏิเสธ ยังไงก็ไม่รับ ขอเปลี่ยนเป็นการเช่าในราคาพิเศษแทน จนได้เป็นที่ตั้งอบรมธรรมให้แก่คนนับพันมาจนถึงทุกวันนี้ ทางเลือกที่ตรองอย่างถี่ถ้วน ทำให้ผู้มีเจตนาสืบพระศาสนาก็ได้รับบุญกุศล ต่อเนื่องเหมือนธารน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง มูลนิธิเองก็ปลอดภัย ไม่ต้องเจอกรณีอันไม่พึงประสงค์

ขออนุญาตยกมาเป็นตัวอย่างให้พิจารณาทั้งผู้รับและผู้ให้ ที่จะช่วยให้การสืบพระศาสนาปลอดภัย ไร้รอยต่อ เกิดเป็นบุญอันไม่มีประมาณสืบไป

—

ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee