
สตรีเหล็กแห่งอังกฤษ
ชีวิต การเมืองและราคาของความเด็ดขาด
ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลก ชื่อของ มาร์กาเร็ตแทตเชอร์ ถูกจารึกไว้ไม่ใช่เพียงในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักร แต่ในฐานะผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 20 เธอไม่ได้ไต่เต้ามาจากตระกูลผู้ดี แต่โตมาในร้านขายของชำที่เมืองแกรนแทม
แทตเชอร์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1925 ในครอบครัวชนชั้นกลางที่เคร่งครัด อัลเฟรด พ่อของเธอเป็นเจ้าของร้านโชห่วย ที่สอนให้ลูกสาวรู้จักระเบียบวินัยและการพึ่งพาตนเอง เธอเลือกเรียนเคมีที่ออกซฟอร์ด ไม่ใช่เพราะใจรัก แต่เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่จะใช้เลี้ยงตัวเองได้จริง ในยุคนั้น การมีวุฒิวิทยาศาสตร์คือหลักประกันความมั่นคง และเป็นฐานทางการเงินที่แข็งแรงพอจะช่วยให้เธอก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุดได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร
ในปี ค.ศ. 1950 เธอตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่ชนะ เธอจึงคิดว่าต้องเปลี่ยนมาสายกฎหมายเพื่อความก้าวหน้าทางการเมือง จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นทนายความด้านภาษีที่ยึดถือตัวเลขและความเป็นจริง เมื่อเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้งในปี ค.ศ. 1959 แทตเชอร์เริ่มสร้างชื่อด้วยความเด็ดขาดในฐานะรัฐมนตรีศึกษาธิการ เธอสั่งยกเลิกการแจกนมฟรีเพื่อลดภาระภาษีจนได้รับฉายาว่า “Margaret Thatcher, Milk Snatcher” (แทตเชอร์ผู้ขโมยนมเด็ก) แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายของเธอใหญ่กว่านั้น คือการรื้อระบบเศรษฐกิจที่กำลังป่วยหนักของอังกฤษ
ฉายา Iron Lady หรือ สตรีเหล็ก ถูกตั้งให้โดยสื่อสหภาพโซเวียตเพื่อล้อเลียนความดื้อรั้นของเธอ แต่แทตเชอร์กลับน้อมรับมันอย่างภูมิใจ เธอขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ. 1979 ในช่วงที่อังกฤษกำลังเผชิญกับการประท้วงหยุดงานที่ทำให้ประเทศเป็นอัมพาต พร้อมกับประกาศสงครามกับสหภาพแรงงานและรัฐสวัสดิการ ที่เธอมองว่าทำให้คนขี้เกียจ เธอยึดมั่นในนโยบายที่เน้นให้ประชาชนดูแลตัวเอง ตัดลดภาษีเงินได้ และขายกิจการรัฐให้เอกชน แม้คนตกงานจะพุ่งสูงถึง 3 ล้านคนในปี ค.ศ. 1981 แต่เธอก็ไม่สั่นคลอนต่อเสียงก่นด่า “การทำให้คนรวยจนลง ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนจนรวยขึ้น”
ความนิยมของเธอพุ่งถึงขีดสุด เมื่อเธอนำอังกฤษชนะสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในปี ค.ศ. 1982 เธอนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่สหราชอาณาจักร และชนะเลือกตั้งถล่มทลายถึง 3 สมัยซ้อน ความเด็ดขาดของเธอยังลามไปถึงปัญหาไอร์แลนด์เหนือ เมื่อกลุ่ม IRA อดอาหารประท้วงในคุก แทตเชอร์ปฏิเสธที่จะเจรจาอย่างเย็นชาว่า “อาชญากรรมคืออาชญากรรมมันไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่มันคืออาชญากรรม”
แม้นักการเมืองที่ศัตรูภายนอกโค่นไม่ได้ กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับคนกันเอง ในปี ค.ศ. 1990 ความขัดแย้งเรื่องนโยบายภาษีรายหัวและการรวมกลุ่มกับยุโรป ทำให้สมาชิกพรรคที่เธอเคยนำทัพกลับมาหักหลังเธอ เมื่อรู้ตัวว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่เลิกสนับสนุนแทตเชอร์จำต้องลาออกอย่างเจ็บช้ำน้ำใจ เธอเรียกเหตุการณ์นี้ว่า“มันคือการทรยศที่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า”
ในการพูดคุยครั้งสุดท้าย เธอได้กล่าวด้วยความเจ็บปวดว่า “ฉันถูกบีบให้ต้องลงจากตำแหน่ง ทั้งที่งานของฉันยังไม่เสร็จสิ้น…โลกนี้มันตลกดีนะ… ฉันมีความสุขมากที่ได้ทิ้งสหราชอาณาจักรไว้ในสภาพที่ดีกว่าตอนที่ฉันเข้ารับตำแหน่งมาก… และฉันผิดหวังที่ถูกบังคับให้ออกไป”
แม้มาร์กาเร็ต จะถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 2013 แต่ชื่อของเธอยังคงมีคนพูดถึงเสมอ มีทั้งคนที่รักสุดหัวใจและคนที่เกลียดเข้าไส้ แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เจ้าของฉายา Thatcherism (ลัทธิแทตเชอร์) คือผู้เปลี่ยนรากฐานของอังกฤษจากระบบพึ่งพารัฐไปสู่การแข่งขันเสรีที่เรียกว่า “Neoliberalism” (เสรีนิยมใหม่) ในวันพิธีเปิดรูปปั้นของเธอที่รัฐสภา แทตเชอร์ได้ทิ้งวาทะที่บ่งบอกตัวตนของเธอไว้อย่างดีที่สุดว่า “ฉันอาจจะชอบเหล็กมากกว่า แต่เป็นสัมฤทธิ์ก็ไม่เลว เพราะมันจะไม่ขึ้นสนิม”
—
ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee
