Skip to content Skip to footer

เฉิงตู และ ฉงชิ่ง

ผจญภัยดินแดน ‘หม่าล่า’ และ ‘แพนด้า’ ในฤดูใบไม้ผลิ

หลังจากที่ชั่งใจมาหลายครั้งกับการไปทัวร์จีน สุดท้ายพอตัดสินใจท้าทายระบบ กลับพบว่า ทริปนี้ให้ประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อแผ่นดินใหญ่ไปโดยสิ้นเชิง

เราใช้เวลาเดินทางข้ามมณฑลเสฉวนต่อเนื่องไปจนถึงนครฉงชิ่งในช่วงรอยต่อของฤดู เป็นทริปขาลุยที่ครอบคลุมทั้งอารยธรรมโบราณและมหานครไซเบอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้ว่าทั้งสองเมืองจะอยู่ห่างกันเพียงรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านในเวลาชั่วโมงเศษๆ แต่กลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันสุดขั้วเหมือนเรากำลังเดินทางข้ามผ่านจากความสงบนิ่งของสวนน้ำชาไปสู่ความตื่นเต้นของเมืองแนวตั้งที่ไม่มีวันหลับใหล

ช่วงเวลาที่อยากแนะนำให้มาที่สุดคือ ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) เรียกได้ว่าเป็นช่วง Golden Time อุณหภูมิจะอยู่ที่ราวๆ 15-25 องศาเซลเซียส อากาศเย็นสบายกำลังดี เดินเที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่ต้องแบกโคตตัวโคร่งให้พะรุงพะรัง แค่หยิบแจ็กเก็ตเท่ๆ สักตัวติดไว้เผื่อช่วงค่ำก็เอาอยู่แล้ว

เฉิงตู – เมื่อเทคโนโลยีบาลานซ์กับสวนดอกไม้

เราเริ่มต้นการเดินทางกันที่เฉิงตู พอเข้าเดือนมีนาคม เฉิงตูจะเปลี่ยนโหมดจากเมืองเทค (Tech City) ให้ดูละมุนขึ้นด้วยดอกไม้ที่เริ่มผลิบานตามถนนสายหลัก อย่างบนถนนหงซิง(Hongxing Road) ที่จะเต็มไปด้วย ดอกพอลโลเนีย (Paulownia) สีชมพูอมขาวตามข้างทาง เป็นภาพตึกสูงตัดกับสีสันของดอกไม้ได้ลงตัวสุดๆ

หากมาถึงแล้ว เราอยากให้ลองไปสัมผัสวิถีชีวิตแบบเสี่ยวคัง (ไลฟ์สไตล์แบบสโลว์ไลฟ์แต่ก็ไม่ปฏิเสธความก้าวหน้า) ที่สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวเฉิงตู ลองไปนั่งพักขาที่ People’sPark (สวนสาธารณะประชาชน) ใกล้กับจัตุรัสเทียนฟู ช่วงนี้ดอกไห่ถัง (Haitang) หรือแอปเปิลป่ากำลังบานสะพรั่ง เราจะเห็นภาพอาม่าอากงมานั่งจิบชาและจับกลุ่มพูดคุยกันเสียงดังออกรสสไตล์จีน ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ และถ้ามีเวลาอยากชวนไปที่โรงน้ำชาเฮ่อหมิง (Heming Teahouse) ที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี ลองหาที่นั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ร่มไม้ สั่งชามาจิบสักกาแล้วเรียกช่างมาแคะหูดูสักครั้ง เสียงกริ๊งๆ จากพู่ขนไก่ เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวเฉิงตูไปอีกแบบ

แน่นอนว่ามาถึงเสฉวนทั้งที ถ้าไม่ได้เจอเจ้าบ้านอย่างแพนด้ายักษ์ (Giant Panda) ก็เหมือนมาไม่ถึง ข้อดีของการมาช่วงนี้คืออากาศเย็นกำลังดี เจ้าก้อนขนพวกนี้จะไม่อุดอู้อยู่แต่ในห้องแอร์ เราจะได้เห็นพวกมันออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง ทั้งปีนป่ายต้นแอปเปิล หรือนั่งโซ้ยไผ่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ

ถ้าเน้นเดินทางง่ายและอยากเห็นแพนด้าเด็กวัยซนก็ต้องศูนย์วิจัยแพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base) เป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับใครที่อยากหนีความวุ่นวายของฝูงชนแนะนำ ให้เลยออกไปที่ ฐานแพนด้าตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Panda Base) ที่นี่บรรยากาศจะเงียบสงบและดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก

ฉงชิ่ง – มิติแห่งหมอก แสงสี และมหานครแนวตั้ง

จากเฉิงตู เราวาร์ปข้ามฟากมายังฉงชิ่งด้วยรถไฟความเร็วสูง เมืองที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลก Sci-Fi ภาพที่ได้เห็นคือตึกสูงระฟ้าที่สร้างลดหลั่นตามหน้าผาริมแม่น้ำแยงซีและเจียหลิง จนได้รับฉายาว่า Vertical City มหานครแนวตั้งที่มีมิติสลับซับซ้อนและเท่แบบไม่มีใครเหมือน

จุดเริ่มต้นของเมืองนี้เริ่มที่เมืองโบราณฉือชี่โข่ว (Ciqikou) ย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่เสน่ห์ของถนนหินแคบๆ และอาคารไม้ประดับโคมแดงที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นเมืองเก่า และเสียงอื้ออึงสไตล์จีนแท้ๆ สองข้างทางจะเห็นพริกหม่าล่า (ครั้งแรกที่เห็นคิดว่าเป็นก้อนเยลลี่วางขายตามร้านตลอดเส้นทาง) และถั่วคั่วเรียงราย ใครสายกินต้องลองขนมตุ้บตั้บ ที่ใช้แรงคนทุบกันให้เห็นกันสดๆ เป็นรสชาติหวานหอมคาราเมลเติมน้ำตาลที่ควรลิ้มลองก่อนออกสำ รวจเขาวงกตของเมืองนี้

หากต้องการสัมผัสความอลังการระดับโลก ต้องมุ่งหน้าไปที่ อุทยานอู่หลง (Wulong Karst) ไฮไลต์คือการลงลิฟต์แก้วดิ่งลึกกว่า 300 เมตร สู่ก้นหลุมยุบขนาดมหึมาเพื่อพบกับ “หลุมฟ้า–สามสะพานสวรรค์” กลุ่มสะพานหินธรรมชาติที่มีโรงเตี๊ยมโบราณตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในช่วงใบไม้ผลิ ป่าไม้รอบๆ จะเขียวชอุ่มตัดกับสีเทาเข้มของหินปูน ก่อนกลับอย่าลืมแวะไปที่ทางเดินกระจกวัดใจที่ยื่นออกมาเหนือเหว ให้ความรู้สึกทั้งสวยและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee