Skip to content Skip to footer

ตัวใครตัวมันกรรมใครกรรมมัน…แล้วจะอยู่กันอย่างไร?

เร็วๆ นี้อาจารย์ได้รับคำถามในประเด็นที่น่าสนใจ และ เห็นว่าควรนำมาเขียนเป็นข้อคิดให้เกิดความกระจ่าง เพราะสังคมของคนธรรมะ กำลังถูกชี้นำไปสู่ความกลัวเวรกรรม จนกลายเป็นวิถี “ตัวใครตัวมัน” นำไปสู่ความปล่อยปละละเลย จากหน้าที่และสิ่งที่พึงกระทำ

มีศิษย์ถามว่า ขณะที่ตนกำลังติดงานอื่นอยู่ แต่มีคนผู้หนึ่งมาคะยั้นคะยอให้ช่วยงานเขาก่อน ศิษย์เห็นว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะและมันไม่ถูกต้อง จึงไม่ช่วย โดยบอกว่าไว้รอให้ทำงานเสร็จก่อนแล้วจึงช่วย แต่ก็ยังถูกคะยั้นคะยอต่อไปจนจำใจช่วย แต่ก็มีจิตขุ่นเคือง คำถามคือ สิ่งที่เธอทำลงไปนั้นถูกต้องหรือไม่

ลองตอบดูสิว่า หากเป็นเราจะคิดยังไง

คำตอบของอาจารย์คือ “ความถูกต้องอยู่เหนือที่สุดในกฎทางโลก แต่ความเมตตาอยู่เหนือทุกสิ่ง”

ความถูกต้องอยู่ระหว่างโลกิยะและโลกุตระ แต่ความเมตตาอยู่ฝั่งโลกุตระ

ผู้มีจิตบริสุทธิ์จึงเมตตาได้ทั้งมิตรและศัตรู ทั้งต่อผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ หากเราฝึกจิตได้ก็สามารถปลีกเวลาทำให้เขาได้ ด้วยจิตเมตตา แต่เมื่อก่อนจะทำให้ก็ต้องสอนหรืออธิบายให้เขา ฟังก่อนว่า จริงๆ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะทำให้ได้ แต่เห็นคุณเดือดร้อนวุ่นวายใจมากก็จะเมตตาทำให้

สมัยพุทธกาลพระพุทธองค์กำลังบิณฑบาตอยู่ ท่านพาหิยะก็มายึดข้อพระบาทรบเร้าจะให้พระองค์แสดงธรรมให้ พระองค์ก็
ตรัสว่าเวลาไม่เหมาะ แต่ด้วยพระเมตตาก็ทรงข้ามความถูกต้องเหมาะสมมาอยู่ฟากโลกุตระคือแสดงธรรมให้ฟัง

สำหรับกรณีเช่นนี้ ต่อเมื่อหากจะทำให้แล้วก็ควรทำให้เขาเกิดปัญญา และได้เรียนรู้คำว่าเมตตาในตัวด้วย

อีกกรณีหนึ่งก็คือ เป็นคำถามในเชิงว่า เมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องในสังคมและเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย แล้วเราสมควรไปวิพากษ์วิจารณ์เพื่อรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่ …..ได้มีคำตอบจากท่านผู้ถูกถามในเชิงว่า ใครจะทำอะไร จะพูดอะไร นั่นเป็นกรรมของเขา แต่ถ้าเราวิจารณ์เขา โต้ตอบเขา นั่นเป็นกรรมของเรา

อันที่จริงคำตอบมีรายละเอียดที่น่าสนใจทั้งที่เที่ยงและไม่เที่ยงอยู่ในนั้น แต่มีผู้นำคำตอบนั้นมาถามอาจารย์อีกต่อ ด้วยความสงสัย และรู้สึกขัดแย้งในใจ อาจารย์ก็เลยขอแจงในทรรศนะเพื่อให้พิจารณาว่า

การรู้แล้วไม่ไปปรุงแต่งต่อให้จิตเกิดการติดข้องเป็นสิ่งที่ควร มิฉะนั้นจะติดลงไปในสังขาร เป็นเชื้อทำให้พามาเกิดใหม่ แต่การที่คนในสังคมเห็นการกระทำที่ไม่ชอบ แล้วมีปฏิกิริยาเพื่อรักษา ความชอบธรรมก็เป็นสิ่งที่ชอบ มิฉะนั้นจะเป็นการปล่อยปละละเลย แต่การออกมารักษาความชอบธรรม ก็ต้องรักษาจิตของตนให้เที่ยงตรง ไม่ให้เกิดปฏิฆะ เพราะหากจิตเกิดปฏิฆะก็จะไปเพิ่มจิตปรุงแต่งไว้ในสังขาร

คำว่า “ปล่อยวางกับปล่อยปละละเลย” เป็นสิ่งที่คนนำไปใช้ผิดกันมาก คือแยกไม่ขาดระหว่างปล่อยวางจิตไม่ให้ติดข้อง แต่ขณะเดียวกันก็ไปสับสน และชี้นำไปในทางของการปล่อยปละละเลยเช่นกัน การแสดงความเห็นใดๆ ทางโซเชียลมีเดีย หรือรูปแบบต่างๆ นั้น แสดงได้แต่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน อย่าทำไปตามกระแสสังคม อย่าให้จิตเกิดความลำเอียงและอคติ ให้ทำด้วยจิตที่หมายรักษาธรรมเท่านั้น หากเรายึดหลักว่า ใครทำอะไรก็เรื่องของเขา รักษาเรื่องของเราให้ดี ถ้าเป็นเช่นนั้นสังคมอยู่ไม่ได้ เมื่อรู้ด้วยบรรทัดฐานว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดด้วยมีศีลและจริยธรรมเป็นพื้นฐาน เราก็ต้องส่งเสริมผู้ทำดี และช่วยยับยั้ง และแก้ไขสิ่งที่ผิด ไม่ใช่อาศัยวิชาลอยตัวอย่างเดียว

ที่โลกเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ก็เกิดจากการปล่อยปละละเลย ไม่กล้าหาญมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง และมัวแต่กลัวเวรกรรม แต่ศีลห้ายังไม่มีปัญญาจะรักษาให้ได้ ผู้ปฏิบัติธรรมก็ยกการ์ดสูง ไม่ยุ่งเรื่องของโลก แยกไม่ออกระหว่างสมมติ กับปรมัตถ์

ทุกสถานะในโลกล้วนเป็นสถานะสมมติที่เป็นสะพานให้ เราเข้าถึงความเป็นปรมัตถธรรมทั้งสิ้น การข้องกับสมมติโดยไม่ยึดสมมติ แต่ทำโดยจิตที่ปราศจากความขุ่นมัวด้วยอำนาจกิเลส เราก็ได้มีสะพานทดสอบจิต และสะพานพาจิตข้ามไปสู่จุดที่สูงยิ่งขึ้น คนที่ปฏิบัติธรรมแล้วปฏิเสธไม่มามีส่วนรับผิดชอบกับชีวิตจริงในโลก แสดงว่าเขากำลังหนีธรรม ไม่ใช่เข้าหาธรรม…..เขามองไม่เห็นสะพาน แต่กลับคิดว่าสะพานนั้นคือศัตรู

คำพูดที่ว่า “ชั่วดีเรื่องของเขา เรื่องของเรารักษาให้ดี” คำเช่นนี้ต้องระวังให้ดี เพราะมีทั้งจริง ลวง คุณและโทษอยู่ในนั้น คำคำนี้ ต้องเข้าใจให้แจ้งว่าเป็นเรื่องของการฝึกวางจิต ไม่ไปเพิ่มสังขารการปรุงแต่งต่อ แต่ในการอยู่ร่วมกันในสังคม หากเราสามารถช่วยรักษาความถูกต้องเที่ยงตรงให้เกิดขึ้น ต้องช่วยกันแก้ไข สังคมจึงอยู่ได้ เราก็ได้มีโอกาสสร้างบารมี และได้แก้ไขสิ่งที่เป็นปมอยู่ในใจ

อาจารย์หนักใจกับผู้ปฏิบัติธรรมแล้วเอาตัวรอดมาก

พระพุทธองค์เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ไม่ได้ตรัสสอนให้ภิกษุเอาตัวรอด แต่ตรัสว่าเธอจงไปเผยแผ่ธรรมอย่าให้ซ้ำกันทุกทิศ พระองค์ทรงทราบว่าจะมีการเข่นฆ่ากันมโหฬารจากความเคียดแค้นของพระเจ้าวิฑูฑภะ ที่อาฆาตพระญาติที่แสดงความรังเกียจในชาติกำเนิดฟากพระมารดาของพระองค์ พระพุทธองค์ก็เสด็จไปนั่งห้ามทัพถึงสามครั้ง ต่อเมื่อทรงแจ้งแล้วว่ามิอาจห้ามได้เพราะเป็นเหตุแห่งกรรม ก็ทรงถอย แต่มิได้ทรงปล่อยปละละเลย

ในการใช้ชีวิตของผู้หมายหลุดพ้น ยามที่นักภาวนาปลีกวิเวก นั่นเป็นเวลาที่สมควรตัดขาดจากโลกภายนอกสิ้นเชิง เพื่อกรำจิต แก้จิต ให้หลุดพ้นจากสังโยชน์คือเครื่องผูกทั้งมวล เมื่อออกมาแล้วก็ช่วยพยุงให้สังคมมีธรรม หากไม่ให้คนดีรักษาธรรม จะปล่อยให้โจรรักษาหรือ มิจำต้องวางจิตว่า ตัวใครตัวมัน กรรมใครกรรมมัน แล้วกันตัวเองออกไปจากโลก รักษาตัวรอดเพียงลำพัง แล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร

ขอเพียงว่า ก่อนจะทำอะไรลงไป พึงระวังรักษาจิตให้ดำรงไว้ด้วยความเมตตา อย่าทำอะไรด้วยความกระหายในบุญ หรือ ขาดการพิจารณา

หากจิตไม่อาจพิจารณาได้ขาด ด้วยปัญญายังไม่แจ้ง ก็จงวางจิตเป็นเพียงผู้รู้และแผ่เมตตาให้แก่ทุกคน ทั้งฝั่งที่คิดว่าถูก และคิดว่าผิด เพราะ….พลังเมตตานั้น อยู่เหนือทั้งสองฝั่ง



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee