Skip to content Skip to footer

ธรรมะสีน้ำเงิน ศรัทธาที่ไม่แยกจากแผ่นดิน

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

วิปัสสนาจารย์แห่งสายธรรมโพธิธรรมญาณ
ประธานมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา
ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต

ใครที่เคยนั่งรถผ่านเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิ คงเคยเห็นป้ายบิลบอร์ด “Buddha Is Not For Decoration” ที่ตั้งตระหง่าน เด่นเป็นสง่า ท้าทายสายตาผู้คน คงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ใครหนอ…เป็นเจ้าของป้ายใหญ่อลังการนี้ เพราะข้อความที่ประกาศอย่างชัดเจนนั้น มันช่างท้าทายความเชื่อ และความเข้าใจของคนทั่วไปเสียเหลือเกิน

แต่สำหรับอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์แห่งสายธรรมโพธิธรรมญาณเตชะชัยสิทธิ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ภาพเศียรพระพุทธเจ้าและพระพุทธรูปที่ถูกดัดแปลงกลายเป็นของประดับตกแต่งบ้าน หรือภาพพิมพ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาที่อยู่บนของใช้ต่างๆ เป็นสิ่งที่ผิดและปราศจากความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ตลอดเวลากว่า 14 ปี นับแต่วันที่ก่อตั้งโนอิ้ง บุดด้าฯ การรณรงค์ต่อต้านการนำภาพและรูปปั้นพระพุทธเจ้าไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างไม่เหมาะสมของท่านได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ และความทุ่มเทของท่านได้รับการยอมรับผ่านรางวัลหลายรางวัลจากภาครัฐไทยและองค์กรต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์อัจฉราวดีเน้นย้ำอยู่ตลอดคือ ความเคารพในสิ่งและบุคคลที่ควรเคารพ คือสามัญสำนึก (Respect is Common Sense)

ล่าสุด ประธานมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้าฯ ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในพื้นที่สาธารณะอย่างเต็มตัว นั่นคือการเมือง เมื่อปลายปีที่แล้ว ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปแบบกะทันหันของประเทศไทย ท่านอาจารย์อัจฉราวดีเริ่มโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของประเทศอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นก้าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ติดตามที่คุ้นเคยกับท่านมานาน บางส่วนมองว่าอาจารย์วิปัสสนาควรวางตัวอยู่นอกความขัดแย้งทางการเมือง แต่กลายเป็นว่าโพสต์ที่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อัตลักษณ์ของชาติ และอันตรายของความคิด ทางสังคมของการเมืองสายปฏิรูปที่ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลามถึงหลักล้าน จนสื่อกระแสหลักนำ ไปนำเสนอต่อ

ในบทสนทนานี้ ท่านอาจารย์อัจฉราวดีได้เปิดใจถึงแรงผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจออกมาและแรงต้านที่ได้รับ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนในแวดวงธรรมะเอง และวิธีประสานบทบาทของวิปัสสนาจารย์เข้ากับบทบาทใหม่นี้ รวมทั้งแบ่งปันมุมมองเรื่องความกตัญญู ความรักชาติ และสิ่งที่มองว่าเป็นความเสื่อมถอยของค่านิยมดั้งเดิมในหมู่คนรุ่นใหม่ของไทย

และหากมองให้ลึกลงไป จะเห็นว่าแก่นของสิ่งที่ท่านสื่อสารไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย นั่นคือ ‘ความเคารพคือสามัญสำนึก’

เหตุผลที่ตัดสินใจออกมาจากแวดวงการสอนวิปัสสนา มาจับประเด็นการเมืองและสังคม อะไรคือจุดเปลี่ยนคะ

จุดเปลี่ยน คือ ความรักชาติ คนไทยถูกปิดปากมานาน จะเห็นว่าคนที่รักชาติ เทิดทูน เชิดชูชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกปกคลุมด้วยเงาดำของความหวาดกลัว ใครที่แสดงตนว่ารักชาติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จะถูกข่มเหงรังแก โดนทัวร์ลงจนไม่มีใครกล้าเปิดตัวออกมายืนหยัดเพื่อรักษาความถูกต้อง และแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจารย์ก็เลยตัดสินใจเปิดตัว มันต้องจบ ต้องพอได้แล้ว เราจะปล่อยให้พลังของความดีตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่วไม่ได้ ซึ่งอาจารย์เป็นกลุ่มคนยุคแรกๆ ที่ออกมาแบ่งภาคออกจากเรื่องการสอนธรรมะมาชี้ชัดเรื่องการเมืองเลย

ช่วงนั้นมันเป็นจังหวะของการเลือกตั้งใหม่ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่การออกมาของอาจารย์เกิดแรงกระเพื่อม ก็เพราะว่าช่วงนั้นมีประเด็นเรื่องอังเคิล ที่นายกรัฐมนตรีหญิงของไทยไปบอกว่า อังเคิลอยากได้อะไรขอให้บอก ต่อเนื่องจนไปสู่การต้องเลือกตั้งใหม่ ตอนนั้นอาจารย์มองว่า หากฝั่งรัฐหรือฝั่งอนุรักษ์นิยมยังตกอยู่ใต้เงามืด ประเทศชาติจะไม่พ้นการตกอยู่ใต้อำนาจของพรรคแดง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของพรรคประชาชน คือพรรคส้ม ที่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารแผ่นดิน พูดง่ายๆ คือ ต้องการล้มล้างการปกครอง ซึ่งคำนี้อาจารย์ไม่ได้พูดเอง มันคือการแสดงออกจากทุกการกระทำของเขาที่ชัดเจนว่า เขาไม่เอาสถาบันกษัตริย์ ไม่เอาชาติ ไม่เอาทหาร ไม่เอาความกตัญญู ไม่เอาวัฒนธรรม การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา

พรรคนี้ได้คะแนนนำโด่งเลย ครั้งที่ 2 ก็ได้คะแนนเลือกตั้งเยอะมาก ถ้าในการเลือกตั้งครั้งนี้ เรายังไม่สามารถเปลี่ยนไดนามิก หรือเปลี่ยนให้ฝั่งอนุรักษ์นิยมขึ้นมาเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล มันจะกระทบกับความมั่นคงของประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการเมือง การปกครอง ไปจนถึงพระศาสนา จึงเป็นจุดที่เราจะต้องวัดกัน ต้องทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะประชาชนจะตกอยู่ใต้เงาของการถูกชี้นำผิดๆ ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

ท่านอาจารย์กังวลเรื่องผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และงานด้านธรรมะหรือไม่คะ

ถามว่ากังวลมั้ย ก็กังวลนะ แต่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแลก จากเดิมที่อาจารย์ทำงานด้านธรรมะอย่างเดียว จะบอกว่าเราเป็นคนธรรมะแล้วต้องเก็บตัวเอง ไม่พูด มันไม่ได้ นี่เป็นเวลาที่เราต้องกล้าหาญเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ให้ได้

อาจารย์ไม่ได้คิดว่าแรงต้านจะเยอะขนาดนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าแรงสนับสนุนจะเยอะกว่า ที่แปลกใจคือ แรงปะทะแรงต้านที่เยอะมันต้านมาจากคนธรรมะที่ตีความว่า เมื่อคุณปฏิบัติธรรมแล้ว คุณจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไร ไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชาติบ้านเมืองเลย ต้องอยู่ในวงธรรมะ พูดแต่เรื่องธรรมะ เรื่องการสอน ซึ่งจริงๆ อาจารย์ก็อธิบายว่า ถ้าหากว่าเรายอมให้นักการเมืองที่ไม่มีคุณธรรมมาล้มล้างคุณธรรมของชาติ มันกระทบกับสถาบัน กระทบกับศาสนาด้วย เช่น ถ้าเขาไม่ต้องการส่งเสริมพุทธศาสนา เราก็จะไม่สามารถรวมตัวกันประกอบศาสนกิจ หรือแม้กระทั่งในการสอนหลักศีลธรรม ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ เลย การที่เราปฏิบัติธรรมแล้วคิดว่า ชาติบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันคือการปล่อยปละละเลย โดยอ้างเรื่องของธรรมะมากันตัวเองออกจากความรับผิดชอบต่อหน้าที่พลเมือง ที่ต้องช่วยกันรักษาธรรม ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้

ดังนั้น ที่อาจารย์เหนื่อยกับแรงต้าน คือเหนื่อยกับคนธรรมะมากกว่าคนทั่วไปซะอีก ผู้ที่ศึกษาธรรมอย่างฉาบฉวยนี่แหละตัวดี ที่คอยกีดกันไม่ให้คนมีศีลธรรมออกมาแสดงพลังปกป้องบ้านเมือง

ผลตอบรับที่ได้รับต่างจากที่คิดไว้หรือไม่ ขนาดไหนคะ

อาจารย์เริ่มเปิดตัวพูดเรื่องการเมืองเต็มที่ช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคม 2568 เป็นช่วงที่หลังจากการประกาศเรื่องการเลือกตั้งใหม่ ตอนนั้นถ้าเข้าไปดูในโซเชียลฝั่งอนุรักษ์ยังเงียบงัน เหมือนทุกคนรอผู้นำ ทุกคนขาดผู้นำ จะมีแต่สื่อไม่กี่สื่อที่พูดตรงๆ แต่ผู้ที่ออกมาในแบบคนธรรมดาน้อยมากที่จะกล้าเปิดตัว บางคนพูดเรื่องการเมืองก็จริง แต่ปิดโพรไฟล์ เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่อาจารย์เปิดตัวเลย แล้วก็ซัดกับพรรคส้มตรงตัวเลย ตีแต่ละประเด็นๆ ออกมา มันโดนใจคนโดยเฉพาะตอนนั้นเป็นเรื่อง มีทหารไว้ทำไม อาจารย์ก็มาแก้ความเข้าใจ แล้วก็โพสต์ต่อเนื่องเลย กลายเป็นว่า โอ้โฮ คนมาเป็นหมื่น จากเดิมในเพจโพสต์ธรรมะ มีคนไลก์สามร้อยกว่า อ่านแต่ในวงแคบๆ แทบจะขอให้มาอ่านหน่อย (หัวเราะ) อันนี้เป็นหมื่นเลย แล้วตอนหลังแต่ละโพสต์มียอดวิวเป็นล้าน ก็ตกใจเหมือนกันว่า พลังที่เราเขียนลงไปมันช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนของสังคมอีกอันหนึ่งที่ทำให้คนเกิดความกล้า หลังจากนั้นก็มีคนเปิดตัวมาพูดกัน จากที่ปิดตัวเอง เรียกว่าเป็นบัญชีหลุมที่ไม่มีหน้าตาก็เปิดหน้ากันมากขึ้น

จำได้ว่าสื่อต่างๆ ก็เริ่มเอาโพสต์ท่านอาจารย์ไปเขียนข่าวต่อ ยิ่งทำให้คนเข้ามาติดตามเพิ่มขึ้นหลายเท่า

ตอนเขียนก็เขียนด้วยใจ มันมีแต่ความต้องการพิทักษ์รักษาชาติ สถาบัน มองเห็นว่ามันมีความบิดเบี้ยว มีความหวาดกลัว ขึ้นชื่อว่าธรรมะ เราต้องเทิดทูนเอาไว้ แต่ในเมื่อไตร่ตรองดีแล้ว ก็มาถามตัวเองว่า เราทำอะไรที่ข้ามขอบเขตหรือเปล่า เราพูดหยาบคายหรือเปล่า สิ่งที่เราพูดนั้น มันไปกระทบในสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยกหรือไม่ เมื่อพิจารณาดูแล้ว อาจารย์พูดถึงความจริง เป็นความจริงที่มีพลัง เป็นความจริงที่มีความกล้าหาญ เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาที่ธรรมะจะต้องแสดงพลัง

คนชอบบอกว่า ธรรมะต้องชนะอธรรม คุณต้องเข้าใจว่า ก่อนธรรมะจะชนะอธรรม ธรรมะต้องออกแรงก่อน เพราะอธรรมมีพลังมากในการตี ในการข่มเหง ในการเบียดเบียน ดังนั้นธรรมะจะต้องเข้มแข็งขึ้นมาก่อน งานของอาจารย์จึงเป็นการเอาความเข้มแข็งของธรรมะใส่พลังลงไป โดยจุดหมายสำคัญเลยก็เพื่อรักษาสถาบัน อยากให้ชาติอยู่ได้ด้วยคุณธรรม ถ้าหากเราปล่อยอย่างนี้ต่อไป ปล่อยให้พรรคการเมืองที่มีเจตนาไม่เอาสถาบันกษัตริย์ ไม่เอาชาติเนี่ย อนาคตข้างหน้าจะอยู่ได้ยังไง

มีความคาดหวังอย่างไรบ้างคะ

สิ่งที่อาจารย์ทำ มันมาจากพื้นฐานของการตอบแทน ความกตัญญู และความทุ่มเท ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง จะดีจะร้ายเราก็จะทำ



ดูเนื้อหาทั้งหมดโดยการสมัครสมาชิก หรือซื้อที่ Shopee