Skip to content Skip to footer

Closing the Gate to the Lower Realms (Apayabhumi)

Vipassana Meditation Master Acharavadee Wongsakon

Closing the gate to the lower realms (Apayabhumi) means attaining the first stage of enlightenment. One who reaches this stage is called Sotapanna or a stream-enterer. This is the primary wish of Dhamma practitioners as most of them think Nirvana is far beyond their destiny. It is also the wish of decent people who do not practice Dhamma. Therefore, some try shortcuts, such as chanting, worshiping sacred objects, or performing small virtuous deeds and expecting to become Sotapanna. But what is the relationship between Sotapanna attainment and the closure of the gate to the lower realms?

The lower realms are where spirits can be reborn as four possible beings, namely, hell beings, hungry ghosts, angry demons, and animals. Once a person attains the first stage of enlightenment, his rebirth will never occur in these stages of misery; he can only be reborn as a celestial being or a human. If born a human, he will only be reborn a maximum of seven lives in order to reach enlightenment.

How do the spirits go to the lower realms? The main reason is their strong intention to breach the Precepts, or even without strong intention, they constantly break the precepts, not realizing that they harm themselves and others. This is considered ill-will.

In addition, doing unwholesome deeds and committing sinful acts will lead one to the lower realms; bad deeds make the mind heavy. So, when one dies, one’s mind will fall into hell to pay for the bad karma, or one may be born an animal according to the karmic wave created by one’s bad deeds. Animals are creatures that have heavy karma. The karmic weight presses their body so they can only exist horizontally on the ground.

If one kept perfectly to the five precepts in the past, one would not have to worry about falling into the lower realms. However, if the old karmic debts accumulated in the mind have not been eradicated, they may later lead him to the lower realms. The seed of sin and unwholesomeness embedded in the mind can grow at any time if one carelessly commits unwholesome acts again. Thus, one must practice Vipassana meditation to lifts up one’s mind but also paves the way to Nirvana.

The stage of enlightenment cannot be achieved by only reading Dhamma books or doing virtuous deeds. How many lives has one been reborn? How much sin and unwholesomeness has one accumulated, and how about the countless deeds that one cannot realize? So, how could it be possible to close the gate to the lower realms with little effort? Therefore, if one wishes to be Sotapanna, one must practice Vipassana meditation.

If you are persuaded to do other things, such as chanting without practicing meditation and perfectly observing the precepts in order to reach the stage of Nirvana, then you must think about it carefully. How could any action not in line with Buddha’s core teaching lead one to that supreme goal? Is there anyone wiser than the Buddha?

Is there any investment in the material world with a high yield of up to 30–93%? That can only be a fraud. It is the same in Dhamma. The Buddha taught us to wisely hold faith and not to believe because somebody says so.

In the mundane world, there are many types of insurances to buy, but in the spiritual world, one must invest with one’s heart. How and for what purpose do we dedicate our breath in the illusive world? In the end, what reward do we obtain through the worldly path? Strictly observing the precepts, practicing Vipassana meditation, and adhering to morality, are excellent and effective ways to insure our next life in the higher realms and ultimately attain Nirvana..

การปิดอบายภูมิคืออะไร?
อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ยุคที่ผู้คนไม่เห็นความสำคัญของการรักษาศีลและแทบจะไม่เชื่อเรื่องนิพพาน จึงขอเขียนอรรถธรรมในระดับที่ส่งผลให้ได้เป็นโสดาบัน ได้ความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเรียกว่าได้โสดาปัตติผล จะทำให้ได้เป็นผู้ที่จะได้เข้าถึงพระนิพพานแน่นอน ด้วยการกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกไม่เกิน 7 ชาติ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

การปิดอบายภูมิ ได้เป็นโสดาบัน เป็นความปรารถนาเบื้องต้นของผู้ปฏิบัติธรรม เพราะพอกล่าวถึงการหวังได้มรรคผลนิพพาน ส่วนมากก็คิดว่ายังไกลเกินวาสนาของตน คำว่า “ขอให้ได้แค่โสดา” จึงเป็นความปรารถนาที่มีความเป็นไปได้สูง และเป็นความหวังของผู้ใฝ่ธรรมทั่วไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม บ้างก็หาช่องทางลัด เช่น สวดมนต์ บูชาวัตถุมงคล หรือทำความดีเพียงเล็กน้อย ก็คิดไปถึงการจะได้โสดา

การได้โสดากับการปิดอบายภูมิเกี่ยวพันกันอย่างไร วันนี้อยากเขียนถึงเรื่องที่ดูเหมือนจะรู้แล้ว แต่ก็อาจรู้ไม่ชัดเจนนัก

อบายภูมิ คือภพภูมิที่ตํ่าสุดของจิตวิญญาณที่จะไปเกิด ได้แก่ การได้อัตภาพเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นอัตภาพที่ขวางนิพพานทั้งสิ้น แล้วจิตวิญญาณได้อัตภาพนี้มาได้อย่างไร หนึ่งนั้นก็ได้จากการประพฤติผิดศีลธรรมอย่างมีเจตนาแรง อีกประการ แม้เจตนาไม่แรง แต่ก็ประพฤติผิดศีลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีความสำนึกว่าเป็นการประพฤติเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เข้าข่ายหน้ามืดตาบอด เช่น ผู้ที่โกรธมากๆ แล้วหน้ามืดตามัว คว้าอาวุธเข่นฆ่าผู้อื่น เห็นชีวิตของคนอื่นเป็นของเล่น เข่นฆ่าเป็นผักปลาโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ

ข้อที่ 2 คือผู้ที่ลักขโมยทั้งทรัพย์สินที่จับต้องได้และทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งใจกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่สนความเดือดร้อนของผู้อื่น ในศีลข้อ 3 ก็เป็นผู้ที่มีเจตนาเป็นชู้ โดยไม่เห็นว่าผิดตรงไหน และทำซํ้าแล้วซํ้าอีก ศีลข้อ 4 คือ ผู้โกหกเพื่อแสวงหาประโยชน์ ศีลข้อ 5 คือ ผู้ดื่มนํ้าเมาด้วยความเสพติด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้มีการกระทำอันหยาบช้าและน่าละอาย ไปจนถึงการกระทำอันไม่ใช่สัมมาอาชีวะและการกระทำที่ชอบทั้งปวง และเมื่อจิตวิญญาณสะสมการกระทำเช่นนี้มากเข้า ทำให้จิตมีนํ้าหนัก หนัก ทำให้เมื่อตายจากภูมิมนุษย์แล้ว จิตออกจากร่างก็ดิ่งลงสู่ที่ตํ่า คือที่ตั้งของนรก ไปใช้กรรมที่ทำไว้อย่างเผ็ดร้อน และหากยังไม่ถึงขั้นลงนรก ก็อาจไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามกระแสคลื่นความถี่กรรมที่เป็นเครื่องปรุงแต่งภพ สัตว์เดรัจฉานนั้นคือสัตว์ที่มีกรรมหนักมาก นํ้าหนักกรรมกดกายสังขารจนทำให้ไม่สามารถมีลำตัวตั้งฉากกับพื้นดินได้ จึงกลายเป็นสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งแปลว่า สัตว์ที่มีลำตัวขวาง และเป็นสัตว์ที่ขวางทางกับพระนิพพาน

ผู้ศึกษาธรรมและรู้ตัวว่าเคยทำบาปกรรมมาจึงมีความหวาดกลัวการตกไปสู่อบายภูมิ โดยแม้ในภพนี้จะคิดว่าตนไม่ได้ทำกรรมหนักอะไรมาก แต่จิตเดิมจะรู้สึกหวาดกลัวการตกไปสู่อบายภูมิ ส่วนผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์พอประมาณ จิตเดิมจะคลายความหวาดกลัวการตกอบายภูมิ แต่ก็ยังมีความหวาดกลัววิบากกรรมที่ทำไว้ก่อนหน้านี้จะตามมาสนอง

การปิดอบายภูมิจึงเกี่ยวข้องกับการรักษาศีลห้าตรงตัวหากบุคคลรักษาศีลห้าไว้ได้ตลอดรอดฝั่งในอดีต จิตจะไม่กลัวการตกอบายภูมิเลย แต่หากจะมุ่งมั่นรักษาศีลห้าให้ได้ในชีวิตนี้แล้วหวังว่าจะไม่ตกอบายภูมิ ก็ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะแม้จะรักษาศีลห้าได้ในภพนี้ แต่กรรมเก่าดั้งเดิมที่สะสมไว้ยังไม่ได้ถูกชำระออกไป ก็ทำให้ยังมีรากกรรมที่จะทำให้ตกอบายภูมิได้ พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญการเจริญภาวนาว่าเป็นบุญกุศลที่สูงที่สุดในบรรดาบุญทั้งปวง เพราะแม้จะทำทานอย่างไร หรือเพียรรักษาศีลให้มั่น แต่เมื่อของเดิมยังมีรากของบาปและอกุศลอยู่ ก็จะทำให้มีโอกาสที่ภพภูมิใดภพภูมิหนึ่งจะพลาดพลั้งตกอบายภูมิได้

การทำความดีให้ถึงพร้อมจึงต้องประกอบไปด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อการชำระบาป ชำระกิเลสและกองสังขารเครื่องเศร้าหมอง จะได้เป็นการยกภพภูมิของจิตวิญญาณและยังสามารถก้าวถึงมรรคผลนิพพานได้ กิเลสนั้นมักจะลวงผู้ใฝ่ดีให้หยุดอยู่แค่การทำบุญตามกาล ทำทานเล็กน้อย สวดมนต์รับศีลแล้วคิดว่าได้ทำอะไรดีๆ แล้ว พอไปอ่านเนื้อหาว่าด้วยหลักเกณฑ์สังโยชน์ 10 ว่า หากละสังโยชน์ 3 ก็จะทำให้ได้โสดาบัน ก็มักคิดเข้าข้างตัวเองว่า ตนเองก็ไม่ยึดมั่นในกายสังขารแล้ว ศรัทธาในพระศาสนาและนิพพานก็มี ศีลก็รับบ้างเป็นบางครั้งบางเวลา เท่านี้ก็น่าจะเข้าข่ายได้โสดาบัน นั่นคือความคิดที่หลงผิด หลงคิดไปเองโดยแท้

การปิดอบายเป็นเรื่องของการเข้าถึงในระดับจิตใจ ที่เมื่อเกิดขึ้นก็คือถึงแล้ว แต่หากใช้ปัญญาสมองตรองเอาเอง นั่นคือยังไกลจากมรรคผลนัก นับเฉพาะแค่ข้อศีลอย่างเดียวก็ไม่ผ่านแล้ว ลองคิดดูเถิดว่า กี่ภพชาติที่เกิดมา จิตสะสมบาปและอกุศลกรรมไว้เท่าไร เฉพาะในชีวิตนี้ที่ผ่านมา ทำอะไรไว้บ้างย่อมตระหนักรู้อยู่แก่ใจ เฉพาะที่ระลึกได้ก็ไม่น้อย ที่ระลึกไม่ได้อีกก็ไม่อาจพรรณนา ด้วยความเพียรอันเล็กน้อยแต่จะหวังผลเลิศขนาดปิดอบายภูมิ จะเป็นไปได้อย่างไร ดังนั้น หากอยากปิดอบายภูมิ ได้ความเป็นโสดาบัน จึงต้องปฏิบัติไปให้ถึงวิปัสสนากรรมฐาน

และหากมีผู้ใดชักชวนบอกว่าให้มาทำอย่างนี้เถิด เช่น สวดมนต์เยอะๆ โดยไม่ต้องปฏิบัติภาวนา ไม่ต้องฝึกสมาธิให้จิตตั้งมั่น ไม่ต้องฝึกฝนความมีสติ และไม่ต้องรักษาศีลอย่างยิ่งยวด ทำแบบนี้แล้วจะปิดอบายไปจนถึงได้นิพพานได้เอง ต้องใช้ปัญญาตรองดูด้วยเหตุและผลว่า การทำในสิ่งที่ไม่ใช่แม่บทที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ จะทำให้ปิดอบายภูมิหรือถึงซึ่งนิพพานได้อย่างไร จะมีคนเก่งกว่าพระพุทธเจ้าขนาดนั้นเลยหรือ ทางโลกก็มีแชร์ที่ลงทุนนิดเดียว แต่จะได้ดอกผลตั้งแต่ 30-90% สุดท้ายก็ถูกหลอกให้เสียหายมากมาย ในทางธรรมก็ไม่ต่างกัน ก็มักมีการชักชวนให้ลงทุนในการกระทำเพียงน้อยนิด แต่พูดไปถึงว่าจะทำให้ได้มรรคผลนิพพานก็มีให้เห็นเนืองๆ

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราศรัทธาอย่างมีปัญญา ไม่ใช่ศรัทธาเพราะเขาบอกมาว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็เชื่อ ตราบใดที่เรายึดแก่นธรรม คือการไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรมสายใด หากการปฏิบัติตั้งอยู่ในกรอบนี้ และต้องมีหลักปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ยกมาพูดให้ดูเข้าข่าย เมื่อปฏิบัติแล้วทำให้เป็นคนดีขึ้น สามารถรักษาศีลได้อย่างมั่นคง จิตใจอ่อนโยนขึ้น เกิดปัญญาในธรรม และละวางความยึดมั่นถือมั่นได้ การปฏิบัตินั้นๆ ก็ดีทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกจริตกับการปฏิบัติสายไหน จริตไม่ใช่เครื่องตัดสินว่าหลักการปฏิบัตินั้นถูกต้องหรือไม่ แต่จริตส่งผลโดยตรงกับความก้าวหน้าในธรรมเพราะจริตคือความคุ้นเคยของจิตที่สะสมนิสัยมายาวนาน หากปฏิบัติในแนวทางที่ตนคุ้นเคย เช่น ในสายเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสายนักรบ ตรง เด็ดเดี่ยว ใครที่มีวิสัยเช่นนี้ เมื่อปฏฺิบัติแล้วก็จะเกิดอิทธิบาท 4 คือ เกิดฉันทะ นำไปสู่วิริยะ คือความเพียรในการปฏิบัติ แล้วเกิดเป็นจิตตะ จิตฝักใฝ่ นำไปสู่วิมังสา คือการไตร่ตรอง ก็จะทำให้มีความก้าวหน้าในธรรมได้ แต่หากปฏิบัติในแนวทางที่ไม่ถูกจริต เมื่อไม่เกิดฉันทะเสียแล้ว ข้ออื่นๆ ก็ยากจะตามมา

จริตมีความเชื่อมโยงตรงตัวกับอิทธิบาท 4 อันเป็นธรรมสู่ความสำเร็จ ศีลเกี่ยวข้องตรงตัวกับการปิดอบายภูมิ อิทธิบาท 4 ก็ช่วยให้การปิดอบายได้สำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อม หากไม่มีทั้งสองประการ คือศีลก็ไม่เพียรรักษา กว่าจะพาตัวเองนั่งเบาะภาวนาได้ก็อิดออด และอ้างด้วยเหตุผลนานัปการ ก็ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า ภพภูมิหน้าหรือภพภูมิต่อๆ ไปจะไม่ตกไปสู่อบายภูมิ ก็ในเมื่อชาตินี้เป็นผู้มีศรัทธาแล้ว เป็นผู้มีปัญญาธรรมเป็นทุนบ้างแล้ว ทำไมไม่เร่งภาวนาเพื่อประกันความรอดพ้นจากอบายภูมิไว้ให้ได้ อย่ารอไปถึงพุทธันดรหน้า เพราะหากบุญบารมีไม่ถึงพร้อม แม้จะได้เกิดในพุทธันดรใหม่ที่พระพุทธเจ้าทรงมาอุบัติแล้ว บุคคลนั้นก็จะไม่เชื่อว่ามหาบุรุษน้้นคือพระพุทธเจ้า แม้ในสมัยพระพุทธเจ้าโคดมก็ตาม ขนาดบวชกับพระองค์แล้ว เมื่อจิตไม่หนักแน่นมั่นคง ก็ยังถูกลวงให้ออกจากทางของพระองค์ได้ ไม่มีอะไรประกันได้เลยว่าการเกิดในภพภูมิใหม่จะได้อยู่ใต้ร่มบารมีของพระองค์ เพราะรากกรรมที่สะสมไว้เป็นเครื่องลิขิต

ทางโลกมีการซื้อประกันต่างๆ แต่ทางธรรมไม่ต้องซื้อ ขอเพียงเดินให้ถูกทางด้วยความตั้งใจมั่น ก็จะมีโอกาสปิดอบายภูมิได้ การประกันภัยในภพภูมิคือสิ่งที่บุคคลละเลยมาแสนนาน เราเอาลมหายใจในชีวิตนี้ทุ่มเทไปกับอะไรมากมายในโลกียวิถีนี้ สุดท้ายแล้ววิถีนี้มอบอะไรให้กับชีวิต เราย่อมมีคำตอบในใจได้ดี การรักษาศีลอย่างยิ่ง การปฏิบัติภาวนาอย่างมั่นคง คือการทำประกันภัยในภพภูมิที่ได้ผลเลิศที่สุด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save